วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แบกเป้เที่ยวฟิลิปปินส์ตอนที่1 เตรียมตัวก่อนไปเที่ยวฟิลิปปินส์

                สิ่งแรกที่เราชาวแบกเป้จะต้องทำคือการหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะไปนั้นให้มากที่สุด เพื่อจะได้ไม่ถูกเชือดคาเขียง และจะได้ไม่มึนโฮ หรือหลงเอ๋อตามสถานที่ต่างๆ เราชาวแบกเป้ต้องมีสติ มิฉะนั้นสตางค์อาจหายวับไปจากกระเป๋าได้จากความตั้งใจของผู้หวังดี (หวังฟัน)  ซึ่งในสมัยนี้มีผู้มาเขียนรีวิวเกี่ยวกับฟิลิปปินส์เป็นภาษาไทยน้อยมาก ที่ดังๆหน่อยจะมีของพี่วุฒิและพี่เคท ส่วนฉบับภาษาอังกฤษนั้นหาอ่านได้ทั่วไป แต่ต้องแปลเอาเอง  อันดับต่อมาคือการจองตั๋วเครื่องบิน มีสายการบินหลายสายที่ให้บริการทั้งการบินไทยและฟิลิปปินส์แอร์ไลน์เจ้าเก่า ที่บินตรงระหว่างกรุงเทพฯและมะนิลามาเนิ่นนานแล้วแต่ราคาค่อนข้างสูง  นอกจากนั้นยังมีแอร์เอเชียแต่ต้องไปขึ้นที่กัวลาลัมเปอร์ ครั้งนี้เราเลือกสายการบินน้องใหม่คือ สายการบินเซบูแปซิฟิก ทิ่เปิดเที่ยวบินตรงใหม่ระหว่าง กรุงเทพฯ-คลาร์ก ราคารวมเริ่มต้นที่1190 และกรุงเทพฯ-มะนิลา ราคารวมเริ่มต้นที่ 1590บาท เลยเกิดความคิดว่า เราน่าจะไปได้นะ ว่าแล้วก็ลองเลือกดู เราเลือกบินตรงมะนิลา เพราะไม่อยากต่อรถเข้าเมืองมะนิลาที่สนามบินคลาร์ก Clark  International Airport ซึ่งใช้เวลามากกว่า2ชั่วโมง ในการเดินทางเข้ากรุงมะนิลา หากบินตรงลงมะนิลาเครื่องก็จะนำไปลงที่สนามบิน Ninoy Aquino อ่านว่า นินอย อะคิโน่ ตั้งตามชื่ออดีตผู้นำฟิลิปปินส์ ซึ่งสนามบินจะใช้ตัวย่อว่า NAIA
            เราเลือกวันที่จะเดินทางไปฟิลิปปินส์ เห็นว่า4วันน่าจะเพียงพอต่อการเดินทางในมะนิลาทั้งหมด เลยเลือกเดินทางวันพฤหัส กลับวันอาทิตย์ ผลปรากฏว่าเราได้ตั๋วเดินทางวันที่7 ตุลาคม 2553 เวลาตีหนึ่ง ไปถึงที่มะนิลาประมาณตีห้า (เวลาที่นั่นเร็วกว่าไทย1ชั่วโมง ) และขากลับวันที่ 10ตุลาคม 2553 เวลาสามทุ่ม มาถึงกรุงเทพฯห้าทุ่ม  ของสายการบินเซบูแปซิฟิก สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.cebupacificair.com/
ได้ตั๋วโปรโมชั่นรวมภาษีสนามบินทุกอย่างแล้ว รวมอยู่ที่4000บาท ถึงแม้จะแพงไปนิดแต่ก็คุ้มค่ากับการเดินทางไปเปิดหูเปิดตากับเมืองแปลกและประเทศที่คนไทยเค้าไม่ค่อยไปกัน
                อันดับต่อไปคือการแลกเงิน แนะนำให้ควรแลกเงินก่อนไปเที่ยวประเทศต่างๆ ทุกประเทศ ไม่ควรไปแลกในประเทศนั้นๆ เพราะเราอาจไม่รู้สถานที่แลก และอาจต้องแลกในอัตราที่แพงกว่าปกติอีกด้วย เงินดอลลาร์สหรัฐก็สามารถใช้ได้ที่ฟิลิปปินส์เช่นเดียวกัน  แต่เค้าจะทอนมาเป็นเงินเปโซ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินไทยกับเงินฟิลิปปินส์อยู่ที่ 1เปโซ เท่ากับ 0.7บาท ตัวย่อของสกุลเงินคือ PHP ย่อมาจาก Philippines Peso ที่โน่นค่าเงินจะต่ำกว่าบ้านเรา และค่าครองชีพโดยรวมก็ถูกกว่า ดังนั้นเราสามารถกินได้เต็มที่ไม่ต้องประหยัดเรื่องกินนัก
 ย่านมากาติเป็นย่านธุรกิจ ค่าครองชีพที่นี่จะสูงกว่าย่านอื่นๆ 
 ย่านปารานันย่า (Paranaque) ที่พักถูกแต่เต็มไปด้วยแหล่งเสื่อมโทรม

 ย่านพาไซ (Pasay City) รถติดมาก
ย่านมะนิลาเบย์ ที่พักก็แพงเช่นกันเพราะอยู่ติดทะเล

                ต่อไปเรื่องที่พัก อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้น หากคุณไปเมืองมะนิลา ไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้านานๆ เพราะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวโดยตรง มีโรงแรมเหลือเฟือให้พัก ขอเพียงให้รู้จักย่านที่จะพักเพื่อที่จะได้บอกแท็กซี่ได้ถูกว่าจะไปไหน ถ้าต้องการที่พักที่มีระดับ และความปลอดภัยสูง แนะให้ไปพักย่านมากาติ (Makati) ราคาจะเริ่มต้นที่900 บาทขึ้นไป เพราะที่นั่นคือย่านธุรกิจ หากพักย่าน Ermita ที่อยู่ใกล้ Manila Bay ล่ะก็จะประมาณ 600บาทขึ้นไป  หากเป็นย่าน       Pasay ราคาก็จะถูกลงอีก เพราะคล้ายกับย่านดินแดงของบ้านเรา  ราคาก็จะไม่ถึงพันบาท แต่ถ้าคุณจะไปพักร้อนตามเกาะที่ขึ้นชื่อเช่น เซบู (Cebu) ปาลาวัน (Palawan) หรือ บอราเคย์ (Boracay) ที่เป็นชายหาดที่สวยงามที่สุดและขึ้นชื่อล่ะก็ คุณอาจต้องจองที่พักล่วงหน้า และค่าที่พักย่อมไม่ต่ำกว่าสามพันบาท  ราคาแพงใกล้เคียงกับโรงแรมแถวกระบี่ ภูเก็ตเลย 
 นี่แหละโรงแรมที่แพงที่สุดและดีที่สุดในมะนิลา Manila Hotel ตั้งอยู่ติดกับอินทรามูรอส


โรงแรมลอยน้ำที่ดัดแปลงจากเรือ ค่าห้องแพงระยับริมอ่าวมะนิลาเบย์
โรงแรมเพนนินซูล่าที่เป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก ย่านมากาติ

ตอนต่อไปพบกับ การเหินฟ้าสู่กรุงมะนิลาและการเข้าที่พักตั้งแต่เช้ามืด

ข้อมูลทั่วไปของประเทศฟิลิปปินส์

                ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแบบหมู่เกาะอยู่กลางทะเลจีนใต้ ประกอบด้วยเกาะต่างๆ มากถึง7107เกาะ  เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือเกาะลูซอนอันมีเมืองหลวงมะนิลาตั้งอยู่ รองลงมาคือเกาะมินดาเนาที่อยู่ทางตอนใต้ เกาะปาลาวัน เกาะเซบู และเกาะอื่นๆอีกมากมาย ภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกตามฤดูมรสุมซึ่งจะเริ่มประมาณมิถุนายนถึงพฤศจิกายน จะมีมรสุมและพายุต่างๆ ถล่มเข้าฝั่งเยอะมาก ฝนจะตกน้อยในช่วงปลายปีจนถึงต้นปี อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ที่26-27 องศา ตลอดปี ประชากรประมาณ89ล้านคน มากกว่าร้อยละ90นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นประเทศคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย นอกจากนั้นนับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่จะอยู่ทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนา เมืองหลวงคือเมืองมะนิลา Manila มีประชากรอยู่ในเมืองนี้มากกว่า10ล้านคน การเมืองการปกครองเป็นระบบอบประชาธิปไตย มีประธานิบดีเป็นผู้นำประเทศมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ประชาชนใช้ภาษาตากาล็อกเป็นภาษาพูด ไม่มีตัวอักษรใช้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษทับศัพท์แทน ส่วนภาษาอังกฤษนั้นใช้ได้ทั่วไป ประชาชนส่วนใหญ่พูดได้สื่อสารได้ดี เพราะเป็นเมืองขึ้นอเมริกาและสเปนมานาน  เงินสกุลที่ใช้คือ เปโซ (Peso)  อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ  1เปโซ เท่ากับ 0.7บาท สินค้าส่งออกที่สำคัญคือ ข้าว พืชผักผลไม้ โดยเฉพาะมะม่วง ถือว่าขึ้นชื่อที่สุดในภูมิภาคนี้  วานหัตถกรรม งานไม้ ผ้าใยสับปะรด ฯลฯ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับประเทศมากมายคือ แรงงานส่งออก  ว่ากันว่าคนฟิลิปปินส์ไปเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมบริการในต่างประเทศเยอะมาก  ด้วยความที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี จึงมีทั้งแม่บ้าน ครูสอนภาษาอังกฤษ พี่เลี้ยงเด็ก พนักงานโรงแรม ช่างฝีมือ ตามที่ต่างๆทั่วโลก จนมีธนาคารที่รองรับพวกแรงงานเหล่านี้มากมายที่ขนเงินกลับเข้าประเทศ
ประวัติความเป็นมา
                แต่เดิมนั้นประเทศฟิลิปปินส์มีแต่ชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่มานาน  ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ แต่นับถือภูตผีและวิญญาณ ใช้ภาษาตากาล็อก ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีภาษาเขียน จนกระทั่งสเปนเข้ามายึดครองและทำสงครามกับชนพื้นเมือง ราวคริสต์ศตวรรษที่16 หรือประมาณ400ปีมาแล้ว ได้มีการปกครองโดยคนสเปน และมีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่างชนพื้นเมืองและชาวสเปนกันมากมาย เพื่อให้ได้ซึ่งการกุมอำนาจทางเศรษฐกิจและความกลมกลืน  จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของลูกครึ่ง และสาเหตุที่ว่าทำไมคนฟิลิปปินส์ถึงหน้าตาดี คนสเปนได้ปกครองฟิลิปปินส์อยู่นานจนเริ่มมีการปะทะต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์อันพึงมีของชนชั้นล่าง  เนื่องด้วยสมัยนั้นชนชั้นบนสุดคือชนชั้นปกครองซึ่งเป็นชาวสเปนแท้ๆ และชนชั้นถัดมาจะเป็นลูกครึ่งสเปนกับชนพื้นเมือง ส่วนชนชั้นล่างสุดคือชนพื้นเมืองซึ่งย่อมไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องต่างๆ เป็นผู้ใช้แรงงานเสียส่วนใหญ่ การยึดครองของสเปนส่งผลให้มีการนำตัวอักษรโรมันมาใช้กับภาษาตากาล็อกจนเป็นภาษาเขียนแบบทับศัพท์ขึ้น และมีการตั้งชื่อลูกหลานให้เท่ตามแบบภาษาสเปน โดยสเปนปกครองฟิลิปปินส์จนถึงปี ค.ศ. 1898
            เมืองมะนิลานั้นเดิมเป็นเมืองท่าที่สำคัญในราวคริสต์ศตวรรษที่12 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Pasig จนตกเป็นอาณานิคมสเปนในปี ค.ศ. 1570  โดยราชา สุไลมาน ชาวมุสลิม และผู้ปกครองตอนนั้นคือ  Miguel Lopez de Legazpi  มีการสร้างชุมชนในเมืองมะนิลา ซึ่งมาจากภาษาพื้นเมือง ชื่อ “May Nilad” แปลว่า “City of Man 
                ต่อมาสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาในฟิลิปปินส์ราวคริสต์ศตวรรษที่19 เข้ามาตั้งฐานทัพอันมีนามว่า Clark Air Force ซึ่งตอนหลังได้กลายเป็นสนามบินคลาร์ก และได้นำวัฒนธรรมหลายประเภทเข้ามาที่นี่ ทั้งวัฒนธรรมการเล่นบาสเกตบอล และการกินฟาสต์ฟู้ด จะเห็นได้ว่าตามท้องถนนแม้ในที่แคบ เด็กก็จะจัดสรรพื้นที่เล่นบาสได้ และทีมบาสเกตบอลของที่นี่มีชื่อเสียงมาก แต่ก็ยังดังไม่เท่านายปาเกียว  ส่วนกระแสฟาสต์ ฟู้ดนั้นได้ทะลักเข้ามา ไม่แพ้ห้างขนาดใหญ่พวก Discount Store ซึ่งเป็นของต่างชาติทั้งหมด ที่ดังๆ จะมี โรบินสัน Robinson  SM Mall ฯลฯ ฟิลิปปินส์ได้รับเอกราชจากอเมริกาประมาณ ปี 1945 หลังสงครมโลกครั้งที่2       จากนั้นก็มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเรื่อยๆมา คนที่โด่งดังมากๆสมัยหนึ่งคือนาย มาร์กอส Marcos เป็นผู้พัฒนาประเทศฟิลิปปินส์จนเจริญรุ่งเรืองสูงสุด กล่าวคือมี GDP สูงที่สุดในเอเชียเมื่อราว30ปีที่แล้ว ปัจจุบันถ้าไปก็จะยังเห็นสภาพของเมืองที่เคยร่ำรวยอยู่ทั่วไป เพียงแต่ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ใหม่เท่านั้นเอง
ตึกสถานที่ราชการแห่งประเทศเคยรวย
อนุสาวรีย์บุคคลสำคัญมีให้เห็นทั่วไปที่นี่
ภาษา
                แน่นอนล่ะ ฟิลิปปินส์เค้าใช้ภาษาตากาล็อกกัน แต่ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของคนที่นี่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพราะมีการศึกษาภาอังกฤษเป็นภาคบังคับตั้งแต่ชั้นอนุบาล ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวยไล่ไปจนถึงขอทาน ต่างใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ทั้งหมด           การอ่านออกเสียงสถานที่ต่างๆ ก็มีสำเนียงเฉพาะ โดยเฉพาะตัวอักษร G ที่นี่ จะไม่ออกเสียงเป็นจี หรือ จ แต่จะออกเสียงเป็น ฮ หรือฮี  เช่น Gil Puyat ก็จะออกเสียงว่า ฮิล ปูยัต เมืองAngeles ก็ไม่อ่านออกเสียงว่า เองเจลิส นะ แต่จะอ่านออกเสียงว่า เองเฮเลส แทนหรือคำที่ลงท้ายด้วย ON เช่น Robinson Wilson นั้นห้ามอ่านออกเสียงว่า โรบินสัน หรือวิลสันเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะสื่อสารกับรถรับจ้างไม่รู้เรื่องแน่ๆ ให้อ่านออกเสียงว่า โรบินซอล หรือวิลซอล แทน  คนที่นี่จะนิยมตั้งชื่อบุตรหลานเป็นชื่อภาษาอังกฤษ มีทั้งชื่อต้น ชื่อกลาง และนามสกุล เช่น John Mark B. Corpus ตามแบบสากลเป๊ะ  นอกจากนี้ที่นี่ยังใช้คำว่า Selamat อ่านว่า เซอลามัต ใช้แทนคำขอบคุณ ในขณะที่ในมาเลเซียใช้คำนี้กล่าวทักทาย นอกจากนี้คำว่า Mabuhay อ่านว่า "มาบูไฮ" ที่เราจะพบเจอคำนี้ทั่วไป นั่นคือยินดีต้อนรับนั่นเอง
อาหารการกิน
            นับเป็นโชคดีของชาวไทยมากๆ ที่อาหารฟิลิปปินส์มีรสชาติใกล้เคียงกับอาหารไทยมากๆ คือที่นั่นเค้ากินข้าวกับกับข้าวต่างๆ และมีการกินหมี่ผัด อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของฟิลิปปินส์คือ Lechon อ่านว่า เลชอง คือหมูย่าง เค้าจะเอาหมูไปหันกับไม้ ผ่าครึ่งแล้วเผาไฟทั้งตัว จะได้เนื้อหมูที่หอมและหนังกรอบ นอกจากนี้ยังมี Adobo (อะโดโบ) เป็นเมนูหมูหรือไก่อบเปรี้ยวหวานคล้ายสตู  Sinigang เป็นซุปอาหารทะเลรสเปรี้ยวที่ใส่น้ำมะขาม และ Bophis (โบฟีส์) เป็นเมนูเครื่องในหมูผัดพริกจานนี้จะรสชาติเผ็ดที่สุด ต่อมาเป็นอาหารทานเล่นที่ไม่นิยมในไทยแล้วนั่นคือไข่ข้าวไข่ตัว (Balut) อ่านออกเสียงว่า บาลู้ท เป็นไข่ที่ฟักเป็นตัวอ่อนของเป็ดไก่แล้วนำไปต้มกลิ่นจะออกเหม็นคาว อาหารทุกอย่างทานกับข้าวสวย เป็นกับข้าว อาหารฟิลิปปินส์รสชาติจะออกเปรี้ยวหวาน ไม่เผ็ดเลย และมีส่วนประกอบของกะทิค่อนข้างเยอะ บางครั้งเมนูผัดผักผัดถั่วก็ยังใส่กะทิ แกงใส่กะทิ อาหารค่อนข้างมันและมีผักน้อย ดังนั้นคนฟิลิปปินส์ที่มีอายุหน่อยจึงค่อนข้างอ้วนลงพุง  คนฟิลิปปินส์ชอบทานอาหารฟาสต์ฟู้ดส์กันมาก ตามถนนหนทางฟาสต์ฟ้ดแบรนด์ดังๆมีทั่วทุกหัวถนน  ที่ขายดีมากๆ เห็นจะเป็นพวกไก่ทอด โดยเฉพาะแบรนด์พื้นบ้าน Joillie Bee ซึ่งมีสาขามากที่สุด สนนราคาก็ไม่แพงด้วย ด้านขนมหวานและของหวานที่ขึ้นชื่อคือ Toron (โตรอน) คือปอเปี๊ยะกล้วยทอด Buko Pie (บูโก้พาย) หรือพายมะพร้าวที่นี่จะขายเป็นถาดขนาดกลาง สนนราคาประมาณ 70บาท ไม่แพงเลย ของหวานพวกน้ำแข็งใสก็ขึ้นชื่อ ถั่วเคลือบช็อคโกแลตทอด มีขายตามแผงมากมาย และ Halo-Halo หรือน้ำแข็งใสราดน้ำหวานสีต่างๆ คล้ายบ้านเรา ส่วนรถเข็นขายผลไม้ก็มีทั่วไปเหมือนเมืองไทยเลย ผลไม้ที่ขึ้นชื่อที่สุด คือมะม่วง ว่ากันว่าที่นี่อร่อยที่สุดในโลกนะ ราคาก็ไม่ถูกด้วย ขายตามท้องตลาดเป็นมะม่วงสุกก็ตกโลละ70บาทแล้ว  แต่มะม่วงอบแห้งนี่ดังยิ่งกว่าถึงขนาดมีแบรนด์ส่งออกมากมาย ราคาจำหน่าย 200กรัมจะอยู่ที่ 116เปโซ ประมาณ80บาท ส่วนเครื่องดื่มที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ น้ำมะพร้าวและเบียร์ โดยเฉพาะเบียร์ยี่ห้อท้องถิ่นคือ เบียร์ San Miguel ซึ่งถือว่าใครไม่ได้มาชิมเบียร์ยี่ห้อนี้ถือว่ายังมาไม่ถึงฟิลิปปินส์เลยทีเดียว
 อาหารจำพวหมี่ผัด ข้าวผัดมีให้เห็นทั่วไปตามท้องถนน
 กับข้าวในส่วนที่เป็นข้าวราดแกง ที่นี่จะไม่ตักราดข้าวแต่จะแยกเป็นจานเล็กๆ
 นี่คืข้าวแกงของแท้ มีผัดถั่วฝักยาวกับเครื่องในหมูผัดเผ็ด (Bophis)


ของซื้อของฝาก
                อย่าไปคาดหวังอะไรมากนักกับการมาเที่ยวที่นี่ แต่ถ้าจะซื้อของติดไม้ติดมือไปฝากคุณผบ.ที่รักแล้วล่ะก็ ซื้อมะม่วงอบแห้งไปน่ะดีที่สุดแล้ว เพราะคุณภาพส่งออกเค้าแน่จริง นอกจากมะม่วงแล้วที่นี่ยังมีฝรั่งอบแห้ง มะละกออบแห้ง แต่ความดังก็ยังไม่เท่ามะม่วง ด้านงานหัตถกรรมทำมือที่สวยงามก็จะมีพัดแบบสเปน คนที่นี่ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างพกพัดกันทั้งนั้นเพราะอากาศร้อนอบอ้าว อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ขึ้นชื่อคือผ้าใยสับปะรด ซึ่งราคาสูงมากเมื่อนำมาผลิตเป็นเสื้อ ผ้าคลุมเตียง ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองแก้ว ผ้าเช็ดหน้า สนนราคาเมื่อเป็นผ้าคลุมเตียงจะราวๆ หมื่นกว่าๆ หากเป็นผ้าปูโต๊ะก็แปดพัน เป็นเสื้อเชิ้ตก็จะตัวละสองพันกว่าบาท เค้าบอกว่าเป็นงานฝีมือจริงๆ ราคาจึงสูงมาก ด้านงานแกะสลักไม้ก็สวยงาม แต่เนื้องานจะคล้ายภาคเหนือบ้านเรา และมีกระเป๋าผ้าปักที่ทำในมินดาเนานั่นก็ขึ้นชื่อเหมือนกัน
ผ้าเช็ดหน้าผลิตจากใยสับปะรด
มะม่วงอบแห้งของอร่อยอันขึ้นชื่อของที่นี่
พัดแบบสเปนอันขึ้นชื่อของฟิลิปปินส์

ข้อควรระวัง
                เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์ประชากรเยอะมาก เพราะขาดการคุมกำเนิด เค้าว่าผิดหลักศาสนานิกายคาทอลิก ก็เลยมีลูกหลานยั้วเยี้ยเต็มไปหมด อีกทั้งช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนสูงมาก ทำให้มีขอทานและมิจฉาชีพค่อนข้างเยอะ อย่าใส่เครื่องประดับของมีค่า และอย่าสะพายกล้องตัวใหญ่ไว้ด้านนอก เพราะขณะถ่ายรูปเราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครคือคนร้ายที่อยู่รอบตัวเรา หากเดินไปในที่ชุมชนให้ระมัดระวังกระเป๋าสตางค์และกระเป๋าสะพาย ให้กอดกระเป๋าตัวเองให้แน่น อีกทั้งถ้าจะเดินไปไหนมาไหนตอนดึกๆ ไม่แนะนำให้เดินคนเดียว โดยเฉพาะตามที่เปลี่ยว เพราะคนไร้บ้านค่อนข้างเยอะ  รวมไปถึงอย่าไปดื่มน้ำผลไม้บางที่ที่ขายใส่แก้ว เพราะอาจโดนวางยาได้ ให้ซื้อน้ำดื่มจากในร้านค้าสะดวกซื้อจะดีกว่า
                อีกเรื่องที่สำคัญสำหรับคนเป็นโรคแพ้อากาศแพ้ฝุ่น ที่กรุงมะนิลาจะเต็มไปด้วยมลพิษและฝุ่นละอองจากรถยนต์ เนื่องจากการจราจรติดขัดมากกว่ากรุงเทพฯ และมีจำนวนรถบนท้องถนนมากกว่า แนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัย จะได้ป้องกันทั้งฝุ่นมลพิษ และเชื้อโรคไข้หวัดได้ด้วยนะ
                การใช้บริการรถสาธารณะโดยเฉพาะรถแท็กซี่ หากเห็นเป็นนักท่องเที่ยว เค้ามักจะไม่ค่อยกดมิเตอร์ แต่จะเสนอราคามาค่อนข้างสูง ให้ปฏิเสธไปเลยและพยามยามเลือกคันที่จะกดมิเตอร์  นอกจากนี้ควรรู้จักถนนหนทางที่ตนจะไปด้วย ควรระบุพิกัดให้เรียบร้อยว่าแถวนั้นมีอะไรหรืออยู่ใกล้ที่ไหน  ไม่เช่นนั้นแท็กซี่จะพาคุณอ้อมเพื่อให้มิเตอร์ขึ้นสูง และเมืองหลวงมะนิลานั้นใหญ่โตมาก คนขับแท็กซี่เค้าไม่รู้จักทุกซอกทุกมุมของมะนิลาหรอกนะ

ตอนต่อไปจะพาทุกท่านแบกเป้พร้อมตะลุยกรุงมะนิลากันครับ

Unseen Philippines นำเสนอการเที่ยวฟิลิปปินส์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิด

            ทำไมต้องไปฟิลิปปินส์? ฟิลิปปินส์มีอะไรน่าเที่ยวนักหรือ?  ไปฟิลิปปินส์ไม่กลัวถูกจับไปเรียกค่าไถ่เหรอ? หลากหลายคำถามที่วนเวียนเข้ามาในหัวกับความคับข้องใจของผู้ถามหลายครั้งทำให้เราแทบจะยกเลิกทริปนี้  ยิ่งผู้ใหญ่ที่ทำงานเตือนว่ามันไม่ปลอดภัย อีกทั้งข่าวการบุกจี้ตัวประกันชาวฮ่องกงบนรถทัวร์จนมีผู้เสียชีวิตมากมายกลางกรุงมะนิลานั้น ทำให้เราแทบจะยกเลิกการไปเที่ยวนั้นให้ได้
                จุดเริ่มต้นทริปนี้มาจากการที่ปีที่แล้วเราได้ไปเที่ยวงาน YWCA หรืองานอกร้านสถานทูตที่พารากอน ซึ่งปีนี้มาจัดอีกครั้งที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ปีที่แล้วเราเดินผ่านบู๊ทออกงานของฟิลิปปินส์ มีเจ้าหน้าที่มาแจกโบรชัวร์แผ่นพับ พร้อมซีดีนำเที่ยวประเทศฟิลิปปินส์  ซึ่งประกอบด้วยซีดีนำเที่ยวฟิลิปปินส์ และเกาะเซบู และโบรชัวร์แผนที่นำเที่ยวเกาะเซบู และแผนที่เมืองหลวงมะนิลา ตอนนั้นเราก็ไม่ได้สนใจที่จะไปนัก แต่ก็รับเอกสารที่เค้าแจกไว้  จนกระทั่งงานมีทติ้งเลี้ยงรุ่นโรงเรียนเก่าจัดขึ้น มีเพื่อนเราที่ไปเรียนแพทย์ที่ฟิลิปปินส์กลับมาเล่าเรื่องต่างๆให้กลุ่มเพื่อนเราฟัง ทำให้เราเริ่มมีความสนใจที่จะไป เพราะบุคลิกและลักษณะทางกายภาพของคนฟิลิปปินส์นั้นใกล้เคียงกับคนไทยมากๆ เอ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อแผ่นดินไทยและแผ่นดินฟิลิปปินส์นั้นอยู่ห่างกันมาก  คนจะไปหน้าตาคล้ายกันได้อย่างไร
                ต่อมาเราเริ่มหาข้อมูลก็พบว่าการไปฟิลิปปินส์นั้นแสนง่ายไม่ต้องทำวีซ่า หากอาศัยอยู่ไม่เกิน21วัน ก็ไม่ต้องทำวีซ่า ยกเว้นไปอยู่เกินหรือไปศึกษาต่อต้องทำ โดยต้องไปทำที่สถานทูตฟิลิปปินส์ ซึ่งตั้งอยู่ที่สุขุมวิทซอย30 /1 เลยห้างสรรพสินค้าชื่อดังไปนิดเดียว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ file:///D:/เบ็ดเตล็ด/ตั๋วเครื่องบิน/www.philembassy-bangkok.net/
เราสามารถไปขอข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ได้ด้วย แต่ช้าไปเสียแล้ว เพราะเราไปเดินที่สวนฯมา ก็ไปจ๊ะเอ๋กับเจ้า Lonelyplanet ฟิลิปปินส์ภาคภาษาอังกฤษ หรือที่เค้าเรียกกันติดปากว่า เจ้าหนังสือโลกเหงาๆ ซึ่งต้องดูปีที่ผลิตด้วยว่าต้องทันสมัย มิเช่นนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงของที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อของสถานที่ที่สำคัญ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ http://www.lonelyplanet.com/philippines  มีที่พักแนะนำราคาถูกหลายแห่งในเมืองมะนิลา ย่านที่แพงที่สุดคือย่านมากาติ Makati  รองลงมาจะเป็นที่พักย่าน Ermita & Malate และที่ราคาถูกหน่อยจะอยู่นอกเมืองแถบย่าน Quezon City  Pasay City และ Paranaque ราคาไล่ตั้งแต่ 300 เปโซไปจนถึงหลักหมื่น ตามแต่กำลังทรัพย์  เราใช้เฟซบุคติดต่อเพื่อนที่ไปเรียนที่นั่นเค้าบอกว่าไม่ต้องจองที่พักหรอก มาเหอะ ช่วงนี้ที่พักเหลือเฟือเพราะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวแล้ว หน้าท่องเที่ยวของที่นี่จะเป็นช่วงเดือน พฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม โดยอากาศดีที่สุดคือช่วง ธันวาคมและมกราคม เพราะอากาศจะเย็นที่สุด

โบสถ์เก่าแก่ Malate Church
Fort Santiago Intramuros
Jeepny; The most famous vehicle in Philippines.
Manila Cathedral
Dr. Jose Rizal Monument at Rizal Park

บทความหน้าพบกับข้อมูลทั่วไปของประเทศฟิลิปปินส์ อย่าพลาด


วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เที่ยวสิงคโปร์ในราคาประหยัด ตอนที่ 9 Suntec City สุดยอดอาคารแห่งฮวงจุ้ย

                เราขึ้นรถเมล์ในจุดเดิมเพื่อไปยังห้างเดิมเราจะได้ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Bugis เพื่อกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ที่พักที่เราได้ฝากกระเป๋าไว้ รถใช้เวลาเกือบชั่วโมง กลับมาก็พบกับความมหัศจรรย์ของย่าน Little India วันนี้เป็นวันอาทิตย์คนเชื้อชาติอินเดียต่างหยุดงานมาจับจ่ายซื้อของสดที่ตลาดและซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงได้มาพบปะเพื่อนฝูง ทำให้ย่านการค้าภารตะเนืองแน่นเบียดเสียด กว่าร้อยละ70ของคนมาเดินเป็นผู้ชาย คงเป็นแรงงานที่มาทำงานกันที่นี่ทุกคนเดินกันไวมาก เดินฉับๆ ซื้อข้าวของกันเยี่ยงงานแจกฟรี
 ตลาด Little India ยามเย็นเต็มไปด้วยคนมาจับจ่ายอาหาร
 ร้านอาหารอินเดียแบบมังสวิรัติที่เราแวะเข้าไปฝากท้องประจำ

            เรากลับเข้ามาอาบน้ำแล้วฝากกระเป๋าต่อ อาเจ๊เจ้าของบอกว่า อย่าลืมกลับมาให้ทันห้าทุ่มนะคะ เราเดินออกจากที่พักไปตามทางที่ไปสถานี Bugis แล้วเราก็เดินข้ามถนนไปอีกเรื่อยๆ เป็นการออกกำลังขา ก็เห็นกลุ่มอาคารชนาดยักษ์ตั้งอยู่ 5อาคารด้วยกัน เห็นชื่อที่ใต้อาคารเขียนอยู่ว่าเป็นกลุ่มอาคารเทมาเส็ก (Temasek) เอชื่อนี้คุ้นๆนะ แต่ไม่ขอเอ่ยต่อดีกว่า เดี๋ยวโดนแบน อิอิ เค้าว่ากันว่ากลุ่มอาคารทั้งห้านี้เถือว่าเป็นสุดยอดแห่งอาคารฮวงจุ้ยที่ทำเลดีที่สุดในเอเชีย เป็นกลุ่มอาคารของผู้ถือหุ้นตระกูลเทมาเส็กผู้มั่งคั่ง มิน่าถึงสร้างได้ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ
 อาคาร Suntec City
 ถนนหนทางที่ดูสะอาดสะอ้านในเย็นวันอาทิตย์ของย่านธุรกิจ
 นี่แหละอาคารที่5แห่งถนนเทมาเส็ก
 น้ำพุแห่งความร่ำรวย (Fountain of Wealth)

                ไฮไลท์ของกลุ่มอาคารนี้อยู่ที่การเปิดน้ำพุแห่งความร่ำรวย (Fountain of Wealth) ถือเป็นสุดยอดแห่งน้ำพุฮวงจุ้ยซึ่งจะเปิดแสดงเป็นรอบๆ รอบละประมาณครึ่งชั่วโมง เราไปได้เวลาเปิดน้ำพุพอดีตอนหกโมงเย็น สมกับการยกย่องว่าเป็นน้ำพุที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราแวะถ่ายรูปแล้วก็ลงใต้ดินเพื่อเดินช็อปปิ้งต่อ เพราะด้านล่างของกลุ่มอาคารเหล่านี้ได้แปรเป็นศูนย์การค้าใต้ดินที่ยาวที่สุด เดินกันจนให้เมื่อยไปข้างนึงเลย เราเลยฝากท้องมื้อเย็นนี้ไว้กับฟาสต์ฟู้ดอิตาเลียนเจ้าหนึ่ง สั่งชุดสปาเก็ตตี้พร้อมโค้กมาในราคา $15.5 ทานกันให้อิ่ม
Singapore Sightseeing Bus มีให้เห็นทั่วไป
ยอดตึกอาคารทั้งห้าในยามเย็น

เราจะต้องเดินทางไปเก็บตกช็อปปิ้งย่าน ออชาร์ดกันต่อ ทางเดินใต้ดินที่นี่เป็นอุโมงค์ยาวมาก สามารถบรรจบสถานีใต้ดินได้หลายสาย เราลงต่อรถใต้ดินเพื่อไปยังสถานี Orchard ครั้งนี้เราจะไปเที่ยวห้าง Ion ซึ่งถือว่าเป็นห้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ เมื่อสามปีที่แล้วยังไม่มี เป็นห้างที่ได้รวบรวมของแบรนด์เนมชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่  www.ionorchard.com/ion-store-guide นอกจากนี้ยังมีห้างที่อยู่ใกล้ๆกัน อาทิ Wisma Arita ห้าง Tangs มี่แสนจะเก่าแก่อายุร่วม30ปี ห้างTakashiyama แหล่งรวมร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดัง ห้างParagon ที่ตั้งชื่อเหมือนบ้านเรา และห้างLucky Plaza  file:///D:/เบ็ดเตล็ด/ตั๋วเครื่องบิน/เที่ยวสิงคโปร์ในราคาประหยัดๆ%20กับ%20Icyjuicy.docที่ภายในเปิดให้เช่าร้านค้าคล้ายกับห้างมาบุญครองบ้านเรา ขายของตั้งแต่ของถูกๆยันของแพงลิบ  บริเวณย่านออชาร์ดนี่แหละที่เราจะได้เจอกับคนไทยมากมายมากันเป็นกลุ่มๆ มาจับจ่ายซื้อของกัน ร้านเสื้อผ้าที่ราคาถูกกว่าไทยเยอะเห็นจะมีพวก Giordano G2000 Bossini Esprit TOPSHOP Mango ฯลฯ บรรยายไม่หมด วิธีการเซลของเค้าก็แสนง่ายแค่ 3for2 แค่นี้คนก็ซื้อกันเยอะแล้ว นี่ยังไม่รวมพวกที่แปะป้ายว่า only $6.90  $9.90 อีกนะ เห็นเพื่อนคนไทยหลายท่านกวาดเสื้อผ้าเหล่านั้นลงตะกร้าแบบคละไซด์ราวกับว่าเอาไปขายต่อในเมืองไทย

 Cartier Boutique แห่งห้าง Takashiyama
 Peng Kwee เป็นร้านขายนาฬิกาทือสองพวก Rolex ในห้าง Lucky Plaza
 ร้านขายนาฬิกามือหนึ่งซึ่งลดราคาในห้าง Lucky Plaza
 มุมหนึ่งใน Lucky Plaza
ร้านนาฬิกาสุดหรูในห้าง Paragon ราคาจะตำกว่าเมืองไทยนิดหน่อย

                เมื่อสมควรแก่กาลเวลาประมาณ 4ทุ่ม ห้างเริ่มปิดได้เวลาที่เราจะต้องกลับไปที่พักเพื่อขนกระเป๋ามาสนามบินแล้ว เนื่องจากเที่ยวบินที่เราจะบินกลับเป็นเที่ยวเช้ามืด ดังนั้นเราควรจะไปนอนแถวสนามบิน  แต่เดี๋ยวเรื่องอะไรเราจะไปจ่ายค่าโรงแรมกับการนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง ว่าแล้วเราก็นอนสนามบินมันซะเลย ได้ข่าวมาว่าที่สนามบินชางฮีนี้แหละที่มีความปลอดภัยสูงแห่งหนึ่งในโลก และกว้างขวางและเงียบพอที่จะนอนได้  เรานั่งรถ MRT เที่ยวสุดท้ายเพื่อมาที่สนามบินมาถึงสนามบินประมาณห้าทุ่มครึ่ง พอเราเดินออกมาจากรถได้ไม่นานก็มีประกาศ Final call ตามสายว่านี่คือรถเที่ยวสุดท้ายที่จะพากลับเข้าเมือง ขอให้ผู้ที่จะเดินทางเข้าเมืองรีบหน่อย  ก็เห็นว่าผู้คนในสนามบินวิ่งกันหน้าตาตื่น ส่วนใหญ่เป็นวัยนักศึกษาที่มาอาศัยสนามบินเพื่ออ่านหนังสือและติววิชากันวิ่งกันขาแทบขวิด สงสัยที่นี่คงเงียบสงบดีมั้ง มาอ่านหนังสือแล้วคงซึมซับเข้าสมองได้ดียิ่งนัก

 สุดท้ายกระเป๋าก็งอกขึ้นมาอีกใบเป็นใบที่สามจนได้ โชคดีที่นำหนักยังไม่เกิน
 ตารางบอกเวลาการบินของไฟล์ทเช้าตรู่
 สิ่งของต้องห้ามที่ห้ามนำขึ้นเครื่องได้แก่พวกของเหลวที่อาจจุดไฟติด

                เราสะพายเป้ถือกระเป๋าทั้งหมดสามใบ จำได้ว่าตอนขามาเราถือมาแค่สองใบนะ แต่ตอนนี้งอกเป็นสามเฉยเลย มาจากช็อคโกแลตของโปรดกับเสื้อผ้าTopman นั่นแหละ เพราะร้านที่เซนทรัลเวิลด์โดนเผาไปแล้วไง เลยต้องมาซื้อที่นี่แทน  เดินสะพายกระเป๋าผ่านตาชั่งกระเป๋าเห็นสาวฟิลิปปินส์สามคนกำลังเล่นแร่แปรธาตุถ่ายโอนของในกระเป๋าเดินทางอยู่ ก็คุณเธอเล่นเหมาของไปขายนี่ ทำอย่างไรน้ำหนักกระเป๋าก็เกินอยู่ดี เราเลยขอเค้าลัดคิวชั่งน้ำหนักหน่อย ปรากฏว่าของเราสามใบก็ยังไม่เกิน15กิโล เก่งมะ  เรานั่งรถเชื่อมต่อสนามบินไป Terminal1 เพื่อหาที่นอนในสนามบิน หลายคนนอนยาวบนเก้าอี้ บ้างนอนกับพื้น พอเราหาทำเลได้ เราก็เอาเสื้อหนาวที่เพิ่งซื้อมาใส่แล้วเอากระเป๋าใบหนึ่งหนุนหัว อีกใบก็นอนกอดไว้ หลับๆตื่นๆ ตามเสียงเรียก Final Call ของเที่ยวบินลอดมาตามโสตประสาทเป็นระยะๆ ไม่ไหวแล้วในที่สุดความเมื่อยล้าก็นำพาเราสู่การนิทรา Zzzzzzzzz
            แสงสว่างของพื้นที่และเสียงประกาศที่ดัง ทำให้เรารู้สึกตัวตั้งแต่ตีห้าครึ่งผู้คนเริ่มพลุกพล่าน เราตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน และเตรียมตัวเข้าเช็คอินซึ่งประตูเปิดประมาณ6โมงกว่า ลาแล้วจ้าเมืองสิงคโปร์ ถ้ามีโอกาสอีกเค้าจะแวะมาเที่ยวนะ รอให้โรงแรมลอยฟ้าเสร็จก่อนแล้วเจอกัน

บล็อกต่อไปจะเขียนบรรยายเกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์อย่างละเอียด  อย่าพลาดนะ


วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เที่ยวสิงคโปร์ในราคาประหยัด ตอนที่ 8 สวนนกJurong ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต

ความจริงเราเองก็เคยมาชมสวนนกจูร่งแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเกือบ20ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังเด็ก มีความรู้สึกว่าสวนนกนั้นยิ่งใหญ่และเราสนุกมากๆ  จนไม่อยากจะกลับออกมา  หากย้อนวันเวลากลับไปได้ก็คงดี และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงกลับไปเยี่ยมเยียนสวนนกจูร่งอีกครั้ง
                คราวนี้เรามาตอนบ่ายผิดกับครั้งที่แล้วที่เรามาตอนเย็น  แสงแดดแผดกล้าจนทำให้เราต้องรีบเดินจ้ำไปที่จุดจำหน่ายตั๋ว ค่าเข้าชมมีสองแพกเกจประกอบด้วย ค่าเข้าชมสวนบวกค่าโมโนเรล ราคาประมาณ $25 และค่าเข้าชมอย่างเดียวไม่รวมค่ารถ $20 แต่พอถามเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าถ้าเดินเท้าอย่างเดียวจะใช้เวลาประมาณ3 ชั่วโมง ไม่เอาดีกว่าเวลาเรามีจำกัด เราเลยตัดสินใจซื้อแบบแพกเกจรวมค่ารถรางไปด้วย


Jurong Bird Park Entrance

            จุดแรกที่เราผ่านไปชมคือร้านขายของที่ระลึก ซึ่งมีตุ๊กตานกประเภทต่างๆ มากมาย สนนราคาชิ้นละ500บาทไทยขึ้นไป พวงกุญแจก็ตกชิ้นละ 200บาท จากนั้นเราก็เดินเข้าไปในกระท่อมเพนกวิน ในวันนี้ช่างแตกต่างจากวันวานยิ่งนัก กระท่อมเพนกวินยังคงหนาวเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ความสกปรกและความทรุดโทรมของสถานที่ เพนกวินในนั้นว่ายน้ำในกระจกที่ขุ่นมัว แหมอยากจะให้ทางสวนนกนำเงินที่ได้ไปปรับปรุงพื้นที่ในโซนนี้นิดนึงก็ดี


 เจ้านกเพนกวินดำน้ำอยู่ภายใต้กระจกที่ขุ่นมัว
 เจ้าหน้าที่สาวสวยนำนกแก้วหลากสีมาให้ผู้ชมเลือกถ่ายรูป
 แล้วก็ถ่ายรูปแอ็คท่าแบบนี้ งานนี้ไม่มีฟรีนะ เสียตังค์

                ต่อไปเราเดินผ่านโซนนกแก้ว มีเจ้าหน้าที่นำนกแก้วมาบริการให้ถ่ายรูปแบบเสียตังค์ มุมสิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับนก อาทิ เมล็ดพืชต่างๆที่เป็นอาหารนก ไข่นกประเภทต่างๆ   แถวนั้นจะมีเวทีการแสดงโชว์ของนกซึ่งจะจัดเป็นรอบๆตามตารางเวลา ซึ่งจะมีการโชว์ของนกปากห่าง โชว์คาบของ โชว์เหยี่ยวนักล่า และโชว์นกแก้วถีบจักรยานแต่เราขี้เกียจรอดู เราเดินผ่านบึงน้ำฟลามิงโก นกประเภทนี้อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่สีสันแดงได้ใจมาก เราอดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปถ่ายรูปก่อนที่จะเดินขึ้นสถานีรถรางพาโนเรล เพื่อที่จะไปยัง Lorry Loft หรือกรงนกขนาดยักษ์ นั่นเอง

ฝูงนกฟลามิงโกแดง กับหนูน้อยกำลังศึกษาอาหารนกชนิดต่างๆ

รถพาโนเรลมาจอดให้ขึ้น คนแน่นมาก ต้องรอตามคิว ซึ่งรถจะมาทุกๆ5นาทีแต่ก็ยังไม่พอกับจำนวนคนที่มายืนรอกันต้องรอประมาณ2-3รอบกว่าจะได้ไป รถที่มาจอดทุกคันติดป้ายโฆษณาการบินไทยสีม่วงแปร๋นทุกคัน ดีเสียอีกจะได้โฆษณาสายการบินแห่งชาติให้ดังไกล  รถพามาที่กรงนกยักษ์ซึ่งมีลักษณะเป็นโซ่ม่านขนาดใหญ่และตาข่ายยักษ์เพื่อป้องกันนกบินหนี ท่ามกลางอาณาจักรที่กว้างมากจนดูแทบไม่ออกเลยว่านี่เราเดินอยู่ในกรงนะ ต้นไม้บางต้นที่ว่าสูงแล้วยังสูงไม่ถึงตาข่ายด้านบนเลย  นกแก้วในกรงนี้เชื่องมากขนาดบินมาขออาหารจากคน จนมีบริการให้อาหารนกแบบเสียตังค์ขึ้นมาในราคาครั้งละ $2 กับเมล็ดพืช1ถ้วย และนกจะมาเกาะที่ขอนไม้เพื่อจิกกินอาหารในถ้วย

 รถรางพาโนเรลที่เราเคยขึ้นครั้งหนึ่งตอนอายุ12
 นกพิราบหงอนวิคตอเรีย
 เจ้านกแก้วบินลงมาเกาะขอนแล้วร้องเพื่อขออาหาร

 เจ้าแก้วสามตัวจิกกินยังไม่ทันอิ่ม เจ้าสีแดงโผล่มาไล่จิก สุดท้ายวงแตกกระเจิงเพราะนกแดง
การบินไทยเป็นผู้สนับสนุน รถพาโนเรลอย่างเป็นทางการ เพราะติดป้ายหมดทุกคัน

            จุดต่อไปเรานั่งรถรางเพื่อไปชมน้ำตกเทียมที่สูงที่สุดในสิงคโปร์ เค้าว่าเป็นการจำลองแบบมาจากแอฟริกาบริเวณนั้นมีชื่อว่า African Wetlands  อากาศภายในชื้นแฉะ มีนกหลายชนิดอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ปล่อยเดินอย่างเป็นอิสระไม่มีกรง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นนกที่บินไม่ได้  แถวนั้นได้ทำเป็นสวนป่าแอฟริกา มีมุมให้ถ่ายรูปมากมาย เด็กๆเพลิดเพลินกับรูปปั้นชาวป่า เราเดินผ่านน้ำพุบ่อฟลามิงโกจนได้เวลาอันควร เราต้องเดินทางกลับเพื่อไปยังอาคาร Suntec City กันต่อ เพื่อไปชมน้ำตกฮวงจุ้ยที่สวยและแปลกตาที่สุดต่อไป

 นกตัวนี้เดินอย่างอิสระในสวนป่าแอฟริกา
 บรรยากาศจำลองวิถีชีวิตชนเผ่าในแอฟริกา
 ตุ๊กคาชาวป่ารอให้เด็กๆมาถ่ายรูป

 อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจห่าน เผลอเมื่อไหร่ ไล่จิกคน
บริเวณทางเข้าน้ำตกจำลองแบบแอฟริกัน
 ตอนหน้าจะพาไปพบกับความยิ่งใหญ่อลังการของกลุ่มอาคาร Suntec กันต่อนะครับ