วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อินเดีย ใครๆก็ไปได้ ตะลุยกัลกัตตาแบบไม่ง้อทัวร์ ตอนที่8 ชวนชิมมื้อเช้าอินเดียที่อร่อยที่สุดและ พาชมอนุสรณ์สถาน Victoria Memorial

            เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สดชื่นและโล่งจมูกกว่าเมื่อวาน เราเพิ่งจะค้นพบว่าห้อง Dorm ที่เป็นเตียงรวมนั้นสะอาดสะอ้านกว่าห้องเตียงคู่อีกก็เพราะเค้าทำความสะอาดทุกวันและมีแขกหมุนเวียนเข้าพักทุกวันนั่นเอง เช้าวันอาทิตย์ที่ไม่ต้องรีบเร่งพวกเราเลยนอนตื่นสายกันอีกแล้ว เมืองกัลกัตตาในเช้าวันอาทิตย์เหมือนยังไม่ตื่น พวกเราเดินไปย่าน New Market ร้านรวงต่างๆยังคงปิดอยู่ เราจะต้องหาร้านอาหารเช้าที่เปิดแต่ก็พบว่ามีน้อยมากเราเลยต้องเลือกร้านที่ดูไว้ใจได้เรื่องความสะอาดและแล้วเราก็มาหยุดอยู่ที่ร้านหนึ่งซึ่งติดป้าย North & South Indian Restaurant หน้าร้านดูดีนะแถมเป็นร้านมังสวิรัติอีกด้วย อีกทั้งยังทำให้เราได้ชิมทั้งอาหารจากตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศอินเดีย
ถึงร้านอาหารมังสวิรัติหน้าตาจะธรรมดาแต่รสชาติอร่อยล้ำ

                อาหารอินเดียมื้อนี้ พวกเราสั่งโดซา (Dosa Onion Masala) มันคือแผ่นแป้งกรอบคล้ายขนมเบื้องญวนภายในสอดใส้หัวหอม มันฝรั่งและผงเครื่องเทศมีน้ำเสริ์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรนมกับสูตรน้ำแกงหรือที่เรียกว่าจั๊ดนี่ย์ (Chadney) นอกจากนี้เรายังสั่งปาเนียร์ (paneer) ซึ่งเป็นแกงชีสทานกับแผ่นจาปาตี และสั่งแกงคล้ายถั่วทานกับโรตีอร่อยมากๆ เพราะไม่ได้มีรสชาติแบบแกงถั่วทั่วไป นอกจากนี้เรายังสั่งไรต้า (Raita) อันเป็นโยเกิร์ตใส่แตงกวาและหัวหอมใหญ่สับละเอียด มาไว้กินแก้เลี่ยนและช่วยย่อย ไม่น่าเชื่อว่ามื้อนี้สอบผ่านเกือบทุกจานยกเว้นแกงชีสที่มีรสหวานและไม่ค่อยคุ้นลิ้นกับคนไทยเท่าไรนัก ค่าเสียหายมื้อนี้ทั้งหมด 144 รูปี เจ๊ติดใจถึงกับสั่งคุณชายเจ้าของร้านว่าพรุ่งนี้เช้ากรุณาเปิดร้านไวไวด้วย เพราะจะมาทานอีกเป็นมื้อสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย
 จานนี้เป็นแกงถั่วเหลืองใส่มันแบบอินเดียตอนเหนือ
 Dosa Onion Masala
 แกงชีสทานกับจาปาตีรสชาติออกหวานไปนิด
 Raita ก็คือโยเกิร์ตกินไว้เพื่อตัดความเลี่ยนของอาหาร
โปรดสังเกตเมนูอาหารอินเดียมื้อนี้ราคาไม่แพงเลย

                พวกเราลืมไปว่าวันอาทิตย์รถใต้ดินเปิดทำการตั้งแต่บ่ายสองเป็นต้นไปจะเดินไปขึ้นรถหน้าตาเฉยกะว่าจะไปลงสถานีไมดาน (Maidan) อันเป็นสถานที่ใกล้อนุสรณ์สถาน Victoria Memorial มากที่สุด แต่เมื่อเราเดินไปถึงสถานีเอสพลานาด (Esplanade) ก็ไปเจอประตูที่ปิดตายอยู่พวกเราจึงถึงบางอ้อว่ามันต้องเป็นบ่ายสองครับ ดังนั้นพวกเราต้องเดินครับพี่น้องครับยึดเส้นถนน JL Nehru เป็นหลัก อากาศเย็นสดชื่นรถราวิ่งน้อยเพราะเป็นเช้าวันอาทิตย์ เมืองกัลกัตตาเดินไปเถอะคนอินเดียเค้ายังเดินกันได้เลย เรื่องของเรื่องไม่กล้าขึ้นรถเมล์ไปลงย่านไมดานเพราะกลัวหลงครับ  ระหว่างทางก่อนไปถึงย่านไมดานก็จะมีอาคารสวยๆผนังแปลกๆ สไตล์อินเดียให้ถ่ายรูปบ้าง เดินผ่าน Indian Museum ที่เราตั้งใจว่าจะกลับมาชมตอนบ่ายและเดินผ่านสนามหญ้าขนาดใหญ่มาก คงเป็นสนามหลวงบ้านเค้า ที่นี่เค้าเรียกว่า Brigade Parade Ground  แล้วเราก็เริ่มเห็นอาคารหินอ่อนสีขาวมียอดโดมแบบสไตล์วิคตอเรีย หรูหราและอัครฐานสมความเป็นเคหาสน์ ที่นี่เองคือ “วิคตอเรีย เมมโมเรียล” Victoria Memorial  คล้ายพระราชวังหรือพระที่นั่งบ้านเรา

 Wall แบบเก๋ๆ เราอดไม่ได้ที่จะต้องแชะสักภาพ
 นี่ก็เป็น Wall สวยๆ ทำจากศิลาแลงเช่นกัน
 Parade Ground ที่คล้ายกับท้องสนามหลวงบ้านเรา
รถม้าไว้บริการนักท่องเที่ยวนั่งชมเขตเมืองเก่ากัลกัตตา
 Victoria Memorial ในยามสาย
 ด้านข้างของอาคารหินอ่อน
อาคารหินอ่อน ศิลปะแบบตะวันตกยุคเดียวกันกับพระที่นั่งอนันตสมาคม
Victoria Memorial เป็นอาคารแบบตะวันตกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1921 โดยท่านเซ่อร์ โทมัส บรู๊ค (Sir Tomas Brooks) และอำนวยการสร้างโดยเจ้าชายแห่งเวลส์ตอนหลังเป็นพระเจ้าจอร์จที่5 (King George V) ในยุคที่ประเทศอินเดียเป็นอาณานิคมของเครือจักรภพอังกฤษ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Queen Victoria) โดยมีอนุสาวรีย์ของพระองค์ด้วย และตั้งอยู่ในย่านไมดานอันเป็นย่านหรูหราใจกลางเมืองกัลกัตตา สถาปัตยกรรมออกแบบยุคเดียวกับทัชมาฮาลซึ่งคนออกแบบคือท่าน Sir William Emperson  สร้างขึ้นบนพื้นที่ 64เอเคอร์  ในสวนตกแต่งอย่างสวยงาม ตัวอาคารสูง184ฟุต ด้านบนมีรูปปั้นสำริดสัญลักษณ์แห่งนางฟ้าและชัยชนะน้ำหนักร่วม3ตันตั้งเด่นอยู่  ด้านเวลาเปิดเข้าชมได้ตั้งแต่ 10.00-17.00น. หยุดทุกวันจันทร์และวันหยุดราชการนะจ๊ะ ค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติ 150รูปี ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความยิ่งใหญ่และอลังการ ด้านในตัวอาคารห้ามถ่ายรูปนะครับ มีการจัดแสดงภาพวาดศิลปะแบบโบราณให้ชมกันไม่อั้น และภาพประวัติศาสตร์อินเดีย สำหรับด้านนอกบริเวณรั้วประตูทางออกจะมีรูปปั้นสิงโตตั้งตระหง่านอยู่คล้ายกับวังที่อังกฤษ
 รูปสลักนูนต่ำแกะมาจากสำริดเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
 ความสวยงามของยอดโดมหินอ่อน
 หนุ่มอินเดียแท้ๆ เวลาแต่งตัวออกนอกบ้านมักจะแต่งแบบนี้ 
 รูปปั้นสิงโตเฝ้าบริเวณประตูแบบเดียวกับพระราชวังในอังกฤษ
รถม้าให้บริการนักท่องเที่ยวชมความงามโดยรอบ ราคาแพงหูฉี่
สีสันแฟชั่นที่ทันสมัยของคนอินเดียรุ่นใหม่ที่สลัดชุดส่าหรีทิ้ง

สองคู่รักต่างวัยชาวอินเดียต่างก็แวะมาพักผ่อนหย่อนใจกันที่นี่ 

          คนอินเดียที่มาเที่ยวที่นี่ทุกคนล้วนแต่งกายสุภาพและสำรวมกิริยามารยาทจนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่เรายังอยู่ในอินเดียอยู่ นึกว่าหลงไปอยู่อังกฤษซะอีก ด้านนอกมีบริการรถม้าให้เช่าแต่ท่าทางราคาคงจะแพงสาหัส มีแผงขายอาหารริมทางเปิดขายเรื่อยๆ เป็นอาหารแบบทานง่ายๆ มีทั้งขนมสายใหม่ ถั่วต้ม ไล่ไปจนถึงโรตีกับแกงโน่นเลย ฝั่งตรงข้ามกับ Victoria Memorial เป็นที่ตั้งของท้องฟ้าจำลองประจำเมืองกัลกัตตา หรือที่นี่เค้าเรียกกันว่า Birla Planetorium อาคารหินอ่อนขนาดใหญ่บนหลังคาทำเป็นโค้งครึ่งวงกลมซึ่งเป็นการจำลองท้องฟ้าและแผนที่ดาวยามค่ำคืน ว่ากันว่าท้องฟ้าจำลองที่นี่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นของศูนย์ศึกษาดาราศาสตร์ ของรัฐเวสต์เบงกอลในปี ค.ศ. 1929 เวลาเปิดปิด 12.30-18.30น. ทุกวัน
 สองเจ้านี้ต่างขายข้าวยำอินเดียเหมือนกัน

 ถั่วลิสงต้มของที่นี่เมล็ดใหญ่มากๆ

 ที่นี่มีสร้อยให้ร้อยเองแบบมีตัวอักษรด้วย
 นับเป็นความทันสมัยอีกรูปแบบหนึ่งที่หาได้ในอินเดีย
 นี่แหละหน้าตาของขนมสายไหมบรรจุถุงขายถุงละ10รูปี
โฉมหน้าท้องฟ้าจำลองประจำเมืองโกลกัตตา ใหญ่ที่สุดในเอเชีย



              ด้านตรงข้ามกับอาคารท้องฟ้าจำลอง จะมีอนุสาวรีย์อดีตผู้นำสตรี นางอินทิรา คานธี (Indhira Gandhi) ผู้เสียสละ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์มือระเบิดพลีชีพเมื่อนานมาแล้ว เบื้องหลังรูปปั้นเป็นอาคารบริษัท ทาทาสตีล จำกัด (TATA Steel) บริษัทเหล็กกล้ายักษ์ใหญ่แห่งอินเดียและยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์สัญชาติภารตะยี่ห้อ ทาทา (TATA) อีกด้วย เมื่อเราเดินไปอีกด้านของท้องฟ้าจำลองจะแลเห็นโบสถ์คาทอลิกขนาดใหญ่ยอดสูงสร้างด้วยหินอ่อนอีกหลัง โบสถ์นี้มีชื่อว่า St. Paul Cathedral หรือมหาวิหารเซนต์ปอล สร้างขึ้นตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษนั่นเอง  เวลาเปิดทำการ 9.00-12.00น. และ15.00-18.00น. ทุกวัน แต่เวลาที่พวกเราเข้าไปเป็นเวลาบ่ายนิดๆ มีการแข่งกีฬาสีในหมู่ชาวคริสเตียนกันอยู่ เราแอบเข้าไปถ่ายรูปภายในได้สักครู่ ก็เป็นอันต้องถูกเจ้าหน้าที่ตะเพิดออกมามีหรือที่เราจะพลาดการถ่ายรูป เลยถ่ายออกมาได้พอเป็นพิธีครับ
  อนุสาวรีย์ท่านอินทิรา คานธี เบื้องหลังคือตึกของทาทาสตีล
 
 โบสถ์หลังหินอ่อนสวยงามนามว่า St. Paul Cathedral
ที่เห็นเป็นถังนี่คือรถส่งนมนะครับ ส่งกันแบบนี้เลย
พวกเรานั่งแท็กซี่ ในราคาเพียง 50รูปี เพื่อกลับไปยังย่านเอสพลานาด วันนี้เราจะลองชิมอาหารกลางวันระดับภัตตาคารของที่นี่ดูสักมื้อ ว่ารสชาติจะอร่อยเหาะเพียงใด
 มาแอบดูร้านอาหาร สงสัยพวกเราคงต้องหิวกันบ้างแล้ว
 เห็นสองคนนี่ทานน่าอร่อย ไม่ไหวแล้วครับต้องรีบไปทานมั่ง

ตอนหน้าพาชิมอาหารอินเดียระดับภัตตาคารและพาชม Indian Museum และย่านเมืองเก่า B.B.D. Bagh ครับ

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อินเดีย ใครๆก็ไปได้ ตะลุยกัลกัตตาแบบไม่ง้อทัวร์ ตอนที่7 เที่ยวละไมเมืองกัลกัตตา แฉกลโกงแท็กซี่และสถานที่ท่องเที่ยว Nakhoda Mosque

                การประกอบสัมมาอาชีพใดๆบนโลกควรจะยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง หากคิดไม่ซื่อแล้ว นอกจากคุณจะได้คดโกงคนอื่นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิตแล้ว คุณยังได้ทำลายชื่อเสียงประเทศของคุณย่อยยับด้วย เราไม่ตั้งใจที่จะขึ้นต้นเนื้อหาบทความในทางลบเช่นนี้ หากเราไม่เจอคนขับรถแท็กซี่ที่ขูดรีดและเรียกค่ารถเกินควรจากนักท่องเที่ยว
                พวกเราเดินออกมาเรียกรถแท็กซี่ตรงเชิงสะพาน Howrah เพื่อพาไปยังพระราชวังหินอ่อน หรือ Marble Palace เมื่อดูระยะทางจากแผนที่แล้วไม่ไกลเลย แค่ประมาณ 5 กิโลเมตรเท่านั้น คุณพี่แท็กซี่ย่านนั้นเขารวมตัวกันเป็นกลุ่ม เรียกราคาพวกเราซะ 350รูปี โอ้แม่เจ้า ราคานี้เท่ากับเหมาไปนอกเมืองเลยนะ แพงมากๆ เจ๊ไม่พอใจต่อราคาลงเหลือ 100 รูปี เอาล่ะสิคราวนี้แท็กซี่โวยวายใหญ่ มีพรรคพวกมาร่วมผสมโรงด้วยและบอกว่าราคานี้แหละดีที่สุดแล้ว พวกเราหัวเสียเป็นอย่างมากก่อนที่จะมีการวางมวยเกิดขึ้น พวกเราเลยขอความช่วยเหลือให้ตำรวจท่องเที่ยวช่วย ในที่สุดตำรวจก็เรียกแท็กซี่ให้1คันแล้วบอกเขาให้คิดราคาตามมิเตอร์เรื่องวุ่นวายจึงยุติลง รถพาขึ้นสะพาน Howrah Bridge ให้เราได้ชมทิวทัศน์แม่น้ำและผู้คนที่สัญจรบนสะพาน พอลงมาถึงตีนสะพานเท่านั้นแหละ การจราจรก็หยุดนิ่งสนิทเป็นเวลานานจนรถดับเครื่อง มิเตอร์ก็ยังไม่ขึ้นไปไหนยังคงอยู่ที่25รูปี จนถึงถนนสายหลักแท็กซี่เองก้ไม่รู้จัก Marble Palace ให้ดูในแผนที่ก็ยังไม่เข้าใจ จนใกล้จะถึงที่หมายแล้วรถติดมาก พวกเราจึงขอลงก่อนเพื่อเดินกางแผนที่หาดีกว่าพร้อมกับจ่ายค่าแท็กซี่ไป50รูปี ซึ่งในความเป็นจริงมิเตอร์ขึ้นมาแค่30รูปี เพราะอะไรน่ะหรือเพราะพวกเรารู้สึกเกรงใจที่ค่ารถตามมิเตอร์จริงนั้นถูกมากๆ ไม่คุ้มกับค่าเสียเวลาที่รถติดและค่าน้ำมันที่เกิดขึ้นจริงๆน่ะสิ  คิดแล้วชวนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ว่าทำไมเราต้องจ่ายในราคาที่แตกต่างกันถึง7 เท่าตัว
 เมื่อเรานำภาพวิถีชีวิตคนอินเดียมาทำเป็นซีเปีย
 อาคารสีเหลืองกับดงรถแท็กซี่อินเดีย
 ถ่ายกับดงกล้วยหอมเป็นที่ระลึก
 ร้านนี้ขายกล้วยหอมอย่างเดียวโดยเฉพาะ
หนุ่มคนนี้เห็นกล้องเป็นไม่ได้ ท่าทางเล่นกล้องของคนที่นี่แตกต่างจากบ้านเรา

             พวกเราเดินตามทางในแผนที่มาเรื่อยๆ ถามคนตามริมทางก็ไม่มีใครรู้จัก Marble Palace สักคน นี่คงไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญแน่ๆ แล้วก็เป็นเช่นนั้นเมื่อพวกเราแลเห็นอาคารหินอ่อนขนาดไม่ใหญ่นักสีขาวโพลนตั้งอยู่ริมถนน Mukta Ram  คนเฝ้าสถานที่เก็บค่าเข้าคนละ 200รูปี พร้อมกำชับห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด แต่พอเราไปเจรจากลับอนุญาตแต่เสียค่านำกล้องเข้าไปด้วยอีกประมาณ200 รูปี เราเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าเลยประชุมกันว่าตกลงจะเข้าชมหรือไม่ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าหากเก็บค่าชมยิบย่อยทำหลายมาตรฐานก็ไม่ควรจะเข้าไปชมซะ เอาให้ขาดรายได้จากกลุ่มเราไปเลย ว่าแล้วพวกเราก็แชะภาพด้านหน้ากับอาคารร้างที่อยู่ด้านข้าง ก่อนไปก็กินน้ำมะพร้าวสดจากลูกให้ชื่นใจซักหน่อย
 อาคารหินอ่อน Marble Palace

 ซากปรักหักพังข้างๆ พระราชวังหินอ่อน
 สองหนุ่มกับหนึ่งสาวริมซากปรักหักพังใจกลางเมือง
 ดื่มน้ำมะพร้าวสดจากลูกแก้กระหายกันหน่อย
 อาคารสีแดงแบบนี้มีให้เห็นทั่วไปในกัลกัตตา
ตึกนี้ถ้าไปอยู่เมืองไทยคงขึ้นทะเบียนอาคารเก่าไปแล้ว

             เมื่อเติมพลังด้วยน้ำมะพร้าวแล้ว เราก็ออกเดินต่อจนมาพบกับถนนที่มีรถรางวิ่ง รถรางที่นี่เค้าใช้ระบบไฟฟ้าครับ เก่าคร่ำคร่าแล่นช้าแต่ก็ยังวิ่งได้อยู่และใช้ทางสัญจรทับกับถนน ดังนั้นบางครั้งรถรางก็ต้องหยุดหากมีรถหรือคนกีดขวางอยู่ด้านหน้า ระหว่างทางเดินไป Nakhoda Mosque ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายมีทั้งเสื้อผ้า ของกิน ของใช้ เครื่องประดับตกแต่ง รวมไปถึงเครื่องทองเหลือง มาอินเดียถ้าคุณไม่ได้ช้อปเครื่องทองเหลืองพวกตะเกียง เตาจุดกำยาน เตารีด ภาชนะต่างๆ ถือว่าคุณยังมาไม่ถึงนะ เพราะราคาถูกมากเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นเองที่นี่ แต่ต้องระวังค่าระวางในการโหลดสัมภาระด้วยนะ เพราะแต่ละชิ้นก็หนักเอาการอยู่
 นักเรียนชาวกัลกัตตาคงจะเลิกเรียนพอดี
 อาคารทั้งแบบเก่าและใหม่ในย่านการค้า

 รถรางคันนี้จะจูบกับรถแท็กซี่ หากยังอุตริแล่นต่อไป
น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้ลองขึ้นไปนั่งรถรางกัน

ร้านขายเครื่องทองเหลืองของอินเดีย
             และแล้วก็คุ้มค่าการรอคอย เมื่อสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือ อาคารตึกสีแดงสถาปัตยกรรมแบบอาหรับมียอดโดมเล็กๆ Nakhoda Mosque เป็นศูนย์รวมคนมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองกัลกัตตา ตั้องอยู่บนถนน Jacqueria สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1926 โดย Abdar Rahim Osman  ค่าสร้างในยุคนั้นประมาณ15ล้านรูปี อาคารสร้างจากหินทรายสีแดง มียอดโดมเล็กๆทั้งหมด 25ยอด แบบศิลปะโมกุล ภายในสามารถรองรับคนเข้ามาละหมาดได้มากกว่า10000 คน พวกเราเก็บภาพข้างนอกให้สมใจ เพราะด้านในห้ามถ่ายภาพแน่นอน แทนที่จะได้เดินชมด้านในพวกเรากลับนั่งกองกันอยู่ที่บันไดขึ้นลง ด้วยว่าที่นี่มีความเงียบสงบและร่มเย็นสมกับเป็นศาสนสถานพวกเราจึงนั่งพักให้หายเหนื่อยหายให้หายเมื่อย แล้วค่อยเดินทางกลับที่พัก
 อาคารสีแดงปลูกติดริมถนนถ้าไม่แหงนหน้ามองคงไม่เห็น
 Nakhoda Mosque
 ความยิ่งใหญ่และอลังการของศิลปะแบบโมกุล
มัสยิดขนาดเล็กในเมืองนี้มีให้เห็นทั่วไปเช่นกัน

                หนุ่มญี่ปุ่น เคอิตะ ขอตัวแยกทางกับพวกเราที่นี่ เค้ามีกำหนดที่จะต้องเดินทางต่อทางรถไฟไปเมืองคยา พวกเราอวยพรให้เค้าโชคดีและมีทริปที่ราบรื่นปลอดภัย พวกเราหอบสังขารเฮือกสุดท้ายเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน เดินกลับไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี
Central เราจะเดินทางไปลงที่สถานี Park Street
ซึ่งอยุ่ใกล้กับที่พักของพวกเรามากที่สุด ขอกล่าวถึงรถใต้ดินที่นี่สักนิด เค้ามีเวลาปิดเปิดนะครับ วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เค้าจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 7.00 – 21.45 น. ถ้าเป็นวันอาทิตย์จะเปิดที่ 14.00 – 21.45 น.  ดังนั้นหากใครจะเที่ยวชมเมืองกัลกัตตาในวันอาทิตย์จะต้องวางแผนการเดินทางให้ดีก่อนนะครับ เช้าคุณอาจต้องเหมาแท็กซี่ยาว 
 รู้มั้ยว่ามันคืออะไร เฉลย ขี้วัวตากแห้งค้าบพี่น้อง
 ที่นี่เค้าจะผูกแพะไว้ริมถนนเสมอ
 เก่งจริงนะตัวแค่เนี้ย เห็นของบรรทุกแล้วตกใจ
เมนูริมทางขึ้นชื่ออีกเมนูหนึ่ง เค้าจะเอามะเขือเทศถั่วบดและข้าวมาคลุกน้ำยำแล้วทาน

             เย็นวันเสาร์คนที่นี่เค้าก็ทำงานกันนะ ดังนั้นความแออัดของรถใต้ดินเที่ยวกลับไม่ต้องพูดถึงยิ่งกว่าโรงงานปลากระป๋อง และก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น ผู้หญิงอินเดียหายไปไหนกันหมด? โชคดีมากที่คนเมืองนี้เค้าไม่มีกลิ่นตัวกันครับอาจเป็นเพราะทานมังสวิรัติ ไม่เช่นนั้นเราอาจต้องกลั้นหายใจมาจนถึงปลายทาง  เราขึ้นที่สถานี Park Street  ได้แวะช้อปของริมทางก่อนกลับที่พัก เป็นตลาดนัดเล็กๆ วางขายของบริเวณพิพิธภัณฑ์ Indian Museum มีทั้งเสื้อผ้าสไตล์อินเดีย ของกินของใช้จุกจิก และรองเท้าหนังแบบอินเดียคู่ละ 200 หนังแท้ๆ เลยครับ แต่ฟอกเสียจนนิ่มและบางเอาไว้ใช้งานฉาบฉวย  เรากลับไปที่พักเพื่อเอาของเก็บแล้วออกมาทานมื้อเย็นกันชุดใหญ่ นอกจากจะฟาดแซนวิชของร้าน Subway  แล้ว พวกเรายังแวะเข้า Maria Restaurant ที่อยู่ปากซอยโรงแรมที่พักสั่งหมี่ผัดและข้าวผัดมากินอีกด้วย ร้านนี้เค้าผัดออกสไตล์จีนครับแต่ทำโดยคนอินเดีย รสชาติก็เลยออกมาชอบกลครับ นอกจากนี้เรายังสั่งไก่ทอดและเกี๊ยวซ่ามาทานด้วย เนื่องด้วยทั้งวันมานี้พวกเรายังไม่ได้ทานเนื้อสัตว์กันเลยครับสนนราคามื้อนี้แค่ 110 รูปี ว่าแล้วก็ตบท้ายด้วยยอดข้าวก่อนนอนบนดาดฟ้าโรงแรมอีกตามเคยครับ

 อาหารอินเดียมักจะเสริฟมาในถาดหลุมแบบนี้เสมอ
อีกมื้อที่พอไหวกับข้าวผัด หมี่ผัด ไก่ทอดและเกี๊ยวซ่า
ตอนต่อไปพาชิมอาหารเช้าแบบอินเดียตอนเหนือที่อร่อยมากๆ และพาชมอนุสรณ์สถาน Victoria Memorial