วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ครั้งแรกกับการแบกเป้เที่ยวอินโดนีเซีย ตอนที่3 ข้ามเกาะซาโมซีร์ (Samosir Island) ท่ามกลางความน่าสะพรึงกลัว

                โดนพ่อค้าด่าไล่หลังพร้อมกับได้ข้าวของมาในราคาที่พึงพอใจมันช่างมีความสุขเสียนี่กระไร เราต้องรีบออกจากย่านร้านค้าแถวนั้นให้ไวที่สุดก่อนที่จะโดนวิถีประชา สหบาทานะครับ ไกด์ให้เวลาพวกเรา 1ชั่วโมงในการเดินช้อปปิ้ง แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว เลยเดินเล่นชมเมืองพาราพัทริมทะเลสาบไปพลางๆก่อน ซึ่งก็ชวนให้น่าเมื่อยไม่น้อยก็เพราะว่าเมืองนี้เป็นเนินสูงๆต่ำๆ ทั้งเมืองน่ะสิ เดินลงก็สบายอยู่แต่ไม่อยากนึกถึงตอนเดินกลับขึ้นไปเลย เราเริ่มเห็นสถาปัตยกรรมแบบโทบานีส (Tobanese) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเรือนหลังคาทรงสูง บริเวณกลางหลังคาจะยุบตัวลงไป มีหน้าจั่วที่สูงมากและเด่นชัด บริเวณหน้าบันมีการแกะสลักฉลุลายอย่างวิจิตรงดงาม  หากเป็นบ้านหรือศาลาก็มักจะมุงด้วยหญ้าหรือที่เรียกว่า บ้านแบบบาตัก (Batak House) ซึ่งหากข้ามฟากไปแล้วจะมีให้ชมเยอะมาก
ศาลาของท้องถิ่น สถาปัตยกรรมแบบ Tobanese
 แม้แต่โรงแรมก็มีสถาปัตยกรรมแบบเดียวกัน แต่ใส่รายละเอียดเพิ่ม
 เด็กน้อยในชุดเครื่องแบบนักเรียน
แม้แต่สถานที่ราชการยังคงเป็นบ้านสไตล์บาตักเลย

            ได้เวลาตามนัดไกด์ได้เรียกพวกเราขึ้นรถเพื่อนั่งต่อไปยังท่าเรือเฟอรี่เพื่อที่จะข้ามไปยังเกาะซาโมซีร์ (Samosir Island) ซึ่งเรือข้ามฟากเป็นเรือขนาดใหญ่สามารถไปได้ทั้งคนทั้งรถ แม้แต่รถบรรทุกก็ขึ้นได้ ราคาที่คิดจะคิดเป็นราคาต่อหัวว่าไปกันกี่คน ค่าพาหนะที่ข้ามไปเค้าคิดต่างหากนะ ใช้เวลาเดินทางไปยังเกาะประมาณ 45นาที เที่ยวต่อไปที่เรือจะออกคือ 17.45 น. ท่าเรือที่เราลงเรือมีชื่อว่าท่า Ajibata เพื่อข้ามไปยังท่า โตม็อก  Tomok รอบแรกที่เรือจะออกจาก Ajibata คือ 8.30น. และรอบสุดท้ายคือ 21.00น. ส่วนเรือที่ข้ามจากฝั่ง Tomok นั้นรอบแรก 7.00น. รอบสุดท้าย 19.30น. หากจะไปเที่ยวด้วยตัวเอง ตรวจสอบรอบเรือให้เรียบร้อยก่อนมิฉะนั้นอาจพลาดไม่ทันรอบสุดท้ายแล้วต้องค้างคืนนะ
 ตารางบอกอัตราค่าโดยสารของพาหนะแต่ละชนิด 
เรือเฟอรี่ข้ามฟากที่ไม่ได้ใช้งาน

ตารางเวลาเดินเรือทั้งบนฝั่งและในเกาะ

          ระหว่างที่นั่งรอเรือ พวกเราได้นั่งชมเด็กๆเล่นน้ำกันเพลิน พอหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเด็กเลยรู้ว่านี่คือนักท่องเที่ยว จากนั้นก็เริ่มเข้ามาขอตัง พอพวกเราไม่ให้และตอบกลับไปว่า Tidak เท่านั้น พวกเค้าก็ไม่มาอีกเลย สักพักเรือใหญ่ก็แล่นมาเทียบท่า พร้อมกับเปิดหน้าเรืออกแลเห็นรถบรรทุกสิบล้อทั้งนั้นเต็มลำเรือเลย คงจะขนสินค้าไปส่งบนเกาะแน่ๆ แล้วกลับมาที่นี่ เราต้องรอรถและคนออกมาให้หมดลำก่อนจึงจะขึ้นไปได้ ซึ่งการลงเรือของรถแต่ละคันจะต้องถอยหลังขึ้นเรือเท่านั้นนะครับ พอถอยเข้าไปแล้วก็ต้องจอดชิดในริมสุดไว้ก่อน เพราะบริเวณกลางลำเรือเค้าจะเว้นไว้ให้รถบรรทุกจอด และเมื่อจอดรถแล้ว คนจะอยู่ในรถก็ได้หรือจะเดินขึ้นไปบนเรือก็ได้ ซึ่งบนเรือจะมีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการด้วยครับ
 รถบรรทุกคันโตๆ จะต้องออกมาจากเรือก่อน
เรือเฟอรรี่เข้าเทียบท่า เด็กๆยังคงเล่นน้ำกันอยู่
ฝั่งเมืองพาราพัทเมื่อมองลงมาจากชั้นบนของเรือ

            ถึงเวลาเรือออกแล้ว เด็กๆยังคงโดดน้ำเล่นข้างกราบเรืออย่างสนุกสนาน ยิ่งพอประตูปากเรือกำลังชักขึ้น เด็กๆต่างกรีดร้องและโดดแข่งกันว่าใครจะอยู่บนเรือจนวินาทีสุดท้ายก่อนที่เรือจะเคลื่อนออก หลังจากนั้นพวกเค้าก็โดดขึ้นฝั่งไปเห็นแล้วน่าเสียวไส้แทน  พวกเรานั่งอยู่บริเวณที่นั่งชั้นบนของเรือได้สักพักก็จำต้องลงมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างล่าง เนื่องจากในเรือคุณพี่อินโดทั้งชายและหญิงเล่นอัดบุหรี่กันทุกท่านอย่างไม่เกรงใจก็ไม่มีป้ายห้ามสูบบุหรี่นี่นา พวกเราลงมาถ่ายรูปกันบริเวณหัวเรือดีกว่า
ถ่ายรูปกันบริเวณหัวเรือ
ที่พักหรูๆ ริมทะเลสาบโทบา

                ระหว่างทางเรือแล่นผ่านโรงแรมรีสอร์ตหรูริมทะเลสาบมากมาย ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีเทาดำน่ากลัว อีกไม่นานฝนคงตกหนักแน่ๆ ลมเริ่มพัดแรงขึ้น พวกเราต้องรีบวิ่งกลับขึ้นไปยังห้องพักผู้โดยสารชั้นบนของเรือตามเดิม ฝนตกหนักจนแทบจะเป็นพายุพัดแรงมากจนเรือโคลง นี่พวกเราต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่ทะเลสาบแห่งนี้หรือ จนฝนเริ่มซานั่นแหละไกด์เลยเรียกให้พวกเรากลับไปนั่งในรถด้วยว่าเรือใกล้เทียบท่าแล้ว การเดินทางใช้เวลาราว40นาที ด้านนอกของฝั่ง Tomok มืดสนิท ความมืดโรยตัวมาแล้วกอปรกับฝนยังคงตกอยู่ พอเทียบท่ารถที่อยู่ช่องกลางสุดของเรือจะได้ออกก่อน ส่วนรถที่อยู่ด้านริมสุด ซ้ายขวาจะได้ออกทีหลัง แต่รถทุกคันก็ขับออกจากเรือได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
 ถ่ายรูปกับคู่รักฮันนีมูนสุดทรหด ขี่มอเตอร์ไซต์มาจากเมดานมาถึงที่นี่
ไม่หวั่นแม้ฝนใกล้ตก ขอสวยไว้ก่อนค่ะ

                รถใช้เวลาวิ่งจากท่าเรือ Tomok วิ่งไปตามไหล่เขาประมาณครึ่งชั่วโมง เรามองไม่เห็นข้างทางเพราะว่ามันมืดสนิท แล้วก็พาเขาเช็คอินที่โรงแรมคาโรลิน่า (Carolina Hotel) ประมาณทุ่มนึง ฝนยังคงตกพรำๆอยู่ เราเอากระเป๋าเข้าไปเก็บในห้องพัก ห้องพักค่อนข้างเก่าตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หวายที่ออกแบบเมื่อประมาณ30ปีที่แล้ว เน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้หวาย มีระเบียงชมวิวด้านนอก ห้องพักไม่มีแอร์ไม่มีพัดลมแต่อากาศก็เย็นเนื่องจากอยู่บนที่สูง อากาศย่อมเย็นตลอดปี

สภาพห้องพักของ Carolina Hotel 
บริเวณระเบียงด้านนอกของห้องพักยังคงเน้นใช้เก้าอี้หวาย 
ชั้นวางของกับพวกโต๊ะเก้าอี้นั่งเล่นทำมาจากหวายทั้งหมด
 แผนที่ของเกาะซาโมซีร์บริเวณห้องอาหารโรงแรม
ของประดับตกแต่งบริเวณห้องอาหารของโรงแรม

                ไกด์เชิญพวกเราให้ไปทานมื้อเย็นซึ่งรวมอยู่ในค่าทัวร์ เป็นอาหารของโรงแรมไม่เชิงบุฟเฟต์นะ แต่เป็นการเหมาจานเปลมาเลย พวกเรามีกันแค่7คน ทานยังไงก็ไม่หมด  เราเลยชวนไกด์ทานด้วยแต่เค้าปฏิเสธไม่ทาน อาหารมื้อนั้นประกอบด้วยข้าวเปล่าโถโต ผัดผักรวมแบบโถแก้ว แกงจืดรวมมิตรผักใส่ไข่ ปลาผัดเปรี้ยวหวาน ผัดผักบุ้งใส่กุ้ง อาหารทุกอย่างจืดสนิททำให้นึกถึงอาหารพื้นเมืองเมื่อกลางวันรสชาติยังดีกว่ามาก ยิ่งตอนนั่งทานไม่หมด พอจะทานต่ออาหารก็ชืดหมดเสียแล้ว ตบท้ายด้วยผลไม้ซึ่งที่นี่เขาเสริ์ฟมะละกอสุกที่มีเครื่องเคียงเป็นมะนาวให้บีบลงไปที่เนื้อมะละกอ พวกเราลองทำตามแล้วชิม ปรากฏว่ารสชาติดีกว่ามะละกอจิ้มเกลือหรือจิ้มน้ำตาลเสียอีก  ลมเย็นพัดมาเรื่อยๆจนเริ่มหนาว กลับเข้าห้องไปอาบน้ำก็พบว่าน้ำประปานั้นเย็นเยือกเลยเล่นเอาเราสะดุ้ง ที่นี่ไม่มีน้ำอุ่นให้บริการแขกนะครับ พรุ่งนี้ล้อหมุนเวลาแปดโมง ไกด์จะพาพวกเราไปชมหมู่บ้านบาตักกัน อีกทั้งทุกคนเหนื่อยล้ากับการที่นั่งรถมายาวนานกว่า 6ชั่วโมง แล้วค่อยพบกันตอนต่อไปนะครับ
 ชามนี้เป็นแกงจืดถ้วยโตใส่ไข่ด้วย
ผัดผักรวมมิตรรสชาติจืดสนิท
 แม้จะตักอาหารเวียนหลายรอบก็ยังทานกันไม่หมดอยู่ดี
แผนที่แสดงแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะซาโมซีร์

ตอนต่อไปพาชมความงามของที่พัก Carolina Hotel และชมหมู่บ้านแบบบาตัก (Batak House)





วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ครั้งแรกกับการแบกเป้เที่ยวอินโดนีเซีย ตอนที่2 กว่าจะถึง Lake Toba

            เช้ามาเราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันกับรถมารับ อาบน้ำแต่งตัวเสร็จยกกระเป๋าลงมาข้างล่างกะว่าจะทานอาหารเช้าของโรงแรมรองท้องเห็นเป็นบุฟเฟ่ต์น่าทานทีเดียว แต่เราก็ลืมไปเลยว่าราคาที่พักโปโมชั่นของแอร์เอเชียมิได้รวมกับอาหารเช้านะจ๊ะ สุดท้ายก็ต้องออกไปทานหมี่ฮกเกี้ยนกันตายหลังโรงแรมอยู่ดี
 นายแบบชวนชิมหมี่ฮกเกี้ยนทะเลและน้ำชาชนิดอัดก๊าซ

                คนจีนที่นี่ขยันทำมาหากินกันมากๆ เมื่อวานที่เราไปนั่งทานก็ประมาณเกือบสี่ทุ่มแล้ว แล้ววันนี้มาทานตั้งแต่ก่อนแปดโมงเช้า ข้าวของก็จัดเตรียมพร้อมขายไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อทานอิ่มแล้ว สนนราคาสองชาม 51000 รูเปียรวมน้ำอัดลมแล้ว เมื่อได้เวลาแล้วเราออกไปนั่งรอรถของบริษัททัวร์ที่พวกเราเหมาด้านหน้าโรงแรม ตอนแรกบริษัททัวร์ส่งรถ Toyota Avanza มารับเพราะคิดว่ามากันแค่5คน แต่นี่มีคนมาเพิ่มอีก2 ทางบริษัทเลยต้องเปลี่ยนรถมาให้ใหม่ ระหว่างที่รอเปลี่ยนรถนั้นเราก็แวะเข้าไปซื้อน้ำและขนมแสน็คของอินโดนีเซียไว้เป็นเสบียงในรถซะหน่อย ประมาณสักครึ่งชั่วโมงรถเก๋งคันหรูได้กลายร่างเป็นรถตู้สภาพสุดเก๋า เก่า พร้อมที่จะล้อหมุนออกไปยังทะเลสาบโทบากันแล้ว
 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไก่ อาหารฮาลาลแน่นอน
 แสน็คนี้คือ เผือกทอดกรอบไว้ทานเล่นรองท้องบนรถ
 พี่ยามยืนอารักขาหน้าโรงแรม My Hotel

                กว่าล้อจะหมุนออกจากเมดานก็ปาเข้าไป 9โมงเศษ วันที่ 13 เมษายน ของที่อินโดนีเซียไม่ใช่วันหยุดนะ ทุกคนยังคงทำงานตามปกติ รถราในเมืองเมดานจึงคับคั่งกว่าที่รถตู้ของเราจะแล่นออกไปนอกเมืองเพื่อขึ้นทางด่วนพิเศษได้ก็นานโข คนขับรถทำหน้าที่เป็นไกด์ไปด้วยในคราวเดียวกันจะพาพวกเราเดินทางออกไปสู่เมืองพาราพัท (Parapat City) เพื่อที่จะเดินทางต่อเรื่อข้ามฟากทะเลสาบโทบา (Lake Toba) เพื่อข้ามไปค้างแรมยังเกาะซาโมซีร์ (Samosir Island) 1 คืน ซึ่งการเดินทางศุ่เมืองพาราพัทนั้นจะใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 4ชั่วโมงครึ่ง ในระยะทางเพียง 176 กิโลเมตร อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดจึงใช้เวลาเดินทางนานนัก พ่อคนขับอธิบายว่าเพราะถนนที่จะแล่นไปมีแค่สองเลน และรถราวิ่งกันช้า อีกทั้งเป็นทางลาดชันไต่ขึ้นเขาด้วย
อาชีพขายของบริเวณสี่แยกต่างๆ
 ทางด่วนชื่อว่า Amplas
ป้ายเชิดชูเจ้าหน้าที่รัฐของอินโดนีเซีย

                รถตู้ของพวกเราได้จอดแวะริมทางเพื่อให้ทุกคนได้ลงจากรถไปทำธุระส่วนตัว เมื่อลงไปก็พบว่ามีร้านค้าริมทางขายของฝากอยู่ มีคณะนักท่องเที่ยวลงมากมาย ส่วนใหญ่เป็นคนมาเลเซียทั้งนั้นไม่มีคนไทยเลย พวกเขาต่างก็ลงมาจับจ่ายซื้อขนมขึ้นไปทานบนรถ อันขนมของฝากแถวนี้ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือทุเรียนกวน ข้าวเกรียบต่างๆ ข้าวตัง เผือกทอด มันทอด ฯลฯ พวกเราแวะซื้อเสบียงเล็กน้อยก่อนจะกลับขึ้นรถไป เพราะอีกไม่นานก็จะถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว
 ขนมของฝากจำพวกข้าวเกรียบ ข้าวพองและข้าวตัง
 สาวอินโดแวะซื้อลูกชิ้นทอดริมทาง
ร้านขนมของฝากริมทาง

                พวกเราได้ทานอาหารระดับภัตตาคารสไตล์อินโดนีเซียที่ทางทัวร์จัดเตรียมไว้ให้ นับว่าเป็นสำรับกับข้าวแกงอย่างดี มีอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างสลัดแขก ใบมันผัดแห้ง (คล้ายใบปอ) จากนั้นอาหารกับข้าวชุดใหญ่ก็ตามมา มีทั้งไก่ทอดตะไคร้ แกงกะหรี่ไก่ ผัดเผ็ดเครื่องในไก่ ผัดพริกแกงถั่ว พะแนงเนื้อ ซุปเนื้อวัว ทัวร์เค้าจัดมาให้เต็มตัว รสชาติอาหารค่อนข้างจัดจ้านแต่ไม่เผ็ดเหมือนกับแกงไทย พวกเราไม่สามารถรับประทานได้หมด แถมยังตบท้ายด้วยผลไม้เป็นกล้วยหอมใบใหญ่ๆอีก ทานไม่ไหวแล้ว เราเลยเก็บกล้วยหอมไว้เป็นเสบียงฉุกเฉินยามค่ำคืน ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ
Restoran Garuda ภัตตาคารพื้นบ้านอินโดนีเซียที่แวะทานมื้อเที่ยง
 สำรับกับข้าวอินโดนีเซียก็คล้ายคลึงกับสำรับไทย
ลักษณะการตกแต่งตู้กับข้าวหน้าร้าน
            รถตู้คู่กายได้แล่นไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปตามทางที่เคี้ยวคดระหว่างทางฝนตกตลอดทาง คนนั่งก็เริ่มง่วงงุนมึนงงไปตามแรงโขยกของรถ แต่สิ่งหนึ่งที่ปลุกพวกเราทุกคนให้ตื่นมาได้นั่นคือ ความกว้างใหญ่ของทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ที่เห็นอยู่เบื้องล่างของเชิงเขา ไกด์บอกว่านี่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของทะเลสาบเท่านั้นมิใช่ทั้งหมด เมื่อถึงจุดชมวิวซึ่งเป็นร้านค้าริมทาง ไกด์จึงหยุดรถให้พวกเราได้ไปทำธุระส่วนตัวแล้วนั่งพักจิบชากาแฟกันสักครู่ ทะเลสาบโทบานั้นเป็นทะเลสาบที่แปรสภาพมาจากปล่องภูเขาไฟขนาดมหึมาที่เกิดการระเบิดครั้งใหญ่จนกลายมาเป็นทะเลสาบ และเป็นทะเลสาบภูเขาไฟที่อยู่สูงที่สุดในโลกด้วย ครอบคลุมพื้นที่ขนาด 1265 ตารางกิโลเมตร บริเวณกลางทะเลสาบมีเกาะขนาดใหญ่ชื่อว่าเกาะซาโมซีร์ (Samosir Island) ความยาวของเกาะประมาณ 90กิโลเมตร
 ความงดงามของโตรกผาริมทะเลสาบโทบา

 เส้นทางระหว่างทางไป Lake Toba
 Lake Toba
 รถตู้พาหนะคู่ใจ
เบียร์พื้นเมืองอินโดนีเซียต้องยี่ห้อนี้เลย

เวลาคล้อยบ่ายรถก็ไต่ระดับลงเขาไปตามทางลาดชัน สิ่งที่พวกเราทุกคนเห็นก็คือ เมืองเล็กๆน่ารักติดกับทะเลสาบกลางหุบเขา มียอดหอนาฬิกาและยอดโบสถ์เป็นสัญลักษณ์ของเมือง เมืองนี้มีชื่อว่า “พาราพัท” (Parapat City)  เป็นเมืองท่าเล็กๆ ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือก่อนที่จะข้ามฝั่งไปยังเกาะซาโมซีร์  ไกด์ได้ปล่อยให้พวกเราช้อปปิ้งตามอัธยาศัยที่ตลาด Tigaraja Market เพื่อจับจ่ายของที่ระลึกพื้นเมือง ย่านนั้นจะเป็นถนนเล็กๆ เลาะเลียบริมทะเลสาบ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าที่มีแต่ผู้ค้าแต่ไร้ซึ่งคนเดิน เมื่อพวกเราลงจากรถเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ขายจึงยกมือดักกวักมือเรียกกันยกใหญ่ แต่ละร้านจะจำหน่ายสินค้าที่คล้ายกันไปหมด ทั้งเสื้อผ้าพื้นเมืองสีฉูดฉาด งานแกะสลักไม้ บ้านจำลองแบบบาตัก (Batak House) พวกเราพากันเข้าไปต่อราคาของ คนขายของที่นี่ไม่สามารถพูดอังกฤษได้ ดังนั้นเครื่องคิดเลขจึงสำคัญมากๆ ต้องให้เขากดราคามาให้ดู แล้วเราก็กดราคาตอบกลับไป กดไปกดมาอยู่นาน เราและเพื่อนสนใจงานไม้แกะสลักแบบบาตัก ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งสีเกือบดำ ต่อราคาจากคู่ละ 150000 รูเปีย จนเหลือ 80000 รูเปีย เลยตัดสินใจอุดหนุนมาด้วยความเกรงใจไม่อยากถูกพ่อค้าด่า แต่พ่อค้าก็ลองใจแกล้งชักเงินรูเปียส่วนหนึ่งทำท่าจะคืนให้เรา เหมือนกับว่าลดได้มากกว่านั้น เราเลยรีบคว้าธนบัตรจากมือเค้าเท่านั้นแหละ แกด่ายับเป็นภาษาพื้นเมือง ฟังไม่ออกครับ แล้วเราก็เผ่นโกยแน่บออกจากร้านเลย อย่ามาชักเงินเข้าออกกับคนไทยนะ ลดให้เราก็รีบคว้าไว้สิ
 ก่อนเข้าเมือง Parapat จะต้องเสียค่าผ่านทางก่อน
 ร้านขายเสื้อผ้าเพื่อเล่นน้ำและขายผ้าพื้นเมือง
 เครื่องประดับแบบพื้นเมือง
บริเวณตลาดขายสินค้าพื้นเมือง

 ตอนต่อไป พาทุกท่านข้ามไปยังเกาะ Samosir Island และเข้าพักโรงแรมชื่อดัง Carolina Hotel


วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ครั้งแรกกับการแบกเป้เที่ยวอินโดนีเซีย ตอนตะลุยเมืองเมดาน (First time to Indonesia :Medan)

          สงกรานต์ปีนี้พวกเราหาทริปเดินทางแบกเป้ไปจนได้ ตอนแรกยังนึกอยู่ว่าเราจะไม่เดินทางไปไหนอีก ขออยู่เล่นสาดน้ำในเมืองไทยดีกว่า แต่เมื่อเห็นราคาตั๋วโปโมชั่นที่แสนเร้าใจของแอร์เอเชียเส้นทางกรุงเทพฯ-เมดานก็อดไม่ได้ที่จะลองคลิกเข้าไปดู แถมช่วงเวลาในการเดินทางตรงกับช่วงสงกรานต์พอดีเลย 5วัน (12-16 เม.ย. 54) ในราคาเพียง 900กว่าบาท ใครหรือจะยอมพลาด เราก็สอยสิจ๊ะ แหมใครจะพลาด ได้แบกเป้เที่ยวอินโดนีเซียในราคาประหยัด
                นาฬิกาบอกเวลาห้าโมงเย็นแล้ว ณ ประตูทางออกลงเครื่อง แต่เพื่อนเรายังไม่มา เห็นว่าในทริป 5วันนี้ เขาได้นัดกับเพื่อนห้องบลูฯ ประจำเว็บพันทิปไว้ด้วยนะเนี่ย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะในเที่ยวบินนี้มีเหล่าคนไทยที่ซื้อทัวร์เมืองเมดานแล้วเดินทางร่วมไฟลท์เดียวกับพวกเราเพียบ 
 เราได้บินลำเล็กกันอีกแล้วครับท่าน
            จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สายการบินประกาศ Final Call เพื่อนของเราก็ยังไม่มา แอร์สาวสวยเดินลงมาเชิญให้ขึ้นเครื่อง ไม่ต้องรอเพื่อน เพราะเหลืออีก2 คนสุดท้ายที่ยังไม่ขึ้นเครื่องด้วยเธอเกรงว่าประตูเครื่องบินจะปิดลง เราก็ภาวนาไม่อยากให้เพื่อนตกเครื่อง อยากให้เค้ามาทัน เพราะเราเองก็ไม่แน่ใจว่ากลุ่มเพื่อนพันทิปที่เขาได้เอ่ยถึงไว้หน้าตาเป็นแบบใด
                แต่แล้วเพื่อนเราก็ทำได้พนักงานสายการบินทุกคนปรบมือให้ เค้ามาทันก่อนเครื่องจะออกแค่นาทีเดียวเท่านั้น พอขึ้นเครื่องปุ๊บ ประตูก็ปิดทันที แอร์สาวสวยวิ่งไปนั่งรัดเข็มขัดเข้าประจำที่ เครื่องทะยานออกจากสุวรรณภูมิทันที
                ระหว่างที่อยู่บนเครื่องนั้นพนักงานได้แจกเอกสารสำหรับตรวจคนเข้าเมืองซึ่งชาวต่างชาติจะต้องแจก2ใบ คุณแอร์เธอได้แจกกรุ๊ปทัวร์คนไทย2ใบ แอร์บนเครื่องเป็นคนอินโดฯ ล้วนๆเลยนะครับ เราได้นั่งแถวเดียวกับฝรั่ง2คน เจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจเลยถามก่อนว่าใช่อินโดฯ หรือไม่ แต่ดันถามเป็นภาษาอินโดนี่สิ เฮ้อ พอเรากรอกข้อมูลเสร็จ เราก็เดินไปหาเพื่อนที่เกือบตกเครื่องแล้วพูดกันเรื่องกลุ่มพันทิปที่นัดไว้ว่าพวกเขานั่งกันแถวไหน
 โฉมหน้าบัตรขาเข้าเมือง (Arrival Card) ของอินโดนีเซีย
แอร์สาวชาวอินโดนีเซียขณะแสดงการสาธิตเครื่องมือ

 บางทีเราอาจจะพูดเสียงดังไปนิด “โทษนะคะนี่ใช่กุ่มที่เคยคุยกันในพันทิปหรือเปล่าคะ” มีเสียงสาวๆ ดังลอดมาจากเก้าอี้ด้านหลัง “อ๋อ ใช่ครับ เรากำลังตามหากลุ่มเพื่อนพันทิปอยู่” ในที่สุดก็เจอกันแล้ว นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง พวกเธอรวมกลุ่มมากันได้ 5คน ถ้ารวมพวกเราไปอีกก็จะเป็น7 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สามารถซื้อทัวร์กลุ่มและเหมารถได้คุ้มค่าพอดี พวกเราเลยรวมตัวประชุมทริปกัน คณะเราได้จองโรงแรมในเมืองเมดานผ่านเว็บไซต์แอร์เอเชียไว้ในราคาพิเศษ เพียงคืนละ 340บาท ชื่อ My Hotel เป็นโปรโมชั่นเสริม ไม่รวมอาหารเช้า เราได้จองไว้ในคืนแรกและคืนสุดท้าย ส่วนพี่ๆ 5 คนได้จองทัวร์เที่ยวทะเลสาบโทบา และเมืองเบราสตากี้ไว้ (Lake Toba & Berastagi) 2วัน 1คืนไว้ในราคาคนละ 90 ดอลลาร์ เลยถามว่าเราจะร่วมกลุ่มด้วยมั้ย พวกเราตอบตกลง ไปกัน7คนดีกว่าไปแค่2คน
เอกสารใบจองทัวร์ที่เตรียมมาจากเมืองไทย

                เพียงแค่ 2 ชั่วโมง เวลาสองทุ่มเศษๆ เครื่องสีแดงก็ลงจอดที่ท่าอากาศยานโปโลเนีย ประจำเมืองเมดาน (Polonia International Airport) ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว การเดินทางมาเกาะสุมาตรา อินโดนีเซียนั้นไม่ต้องปรับเวลา เพราะเขาใช้เวลามาตรฐานเดียวกันกับเมืองไทย การลงเครื่องที่นี่เขาไม่มีงวงเทียบท่าให้นะ ต้องเดินลงบันไดเท่านั้นแบบสนามบินเล็กๆทั่วไปได้บรรยากาศแบบสมัยก่อน หรือสนามบินริมหาดประมาณนั้น อาคารผู้โดยสารมีอาคารเดียว แบ่งออกเป็นสองช่อง คือช่องในประเทศกับระหว่างประเทศ เราขอเวลาถ่ายรูปเครื่องบินสักครู่ก่อนที่จะเดินตามเข้าช่องไป
 นี่คือการลงเครื่องบินแบบว่าคลาสสิคที่สุด

ช่องทางเข้าของสายการบินในประเทศ แล้วเราเข้าผิดช่อง

                แต่แปลกใจจัง ทำไมพอเราเดินเข้าไปแล้วเป็นสายพานรับกระเป๋าแล้วมีคนขับแท็กซี่มารอรับ แถมพูดกับเราเป็นภาษาอินโดนีเซียอีก และเมื่อเราเดินทะลุห้องรับกระเป๋าออกไปปรากฏว่าเราก็อยู่ด้านหน้าสนามบินด้านนอกเสียแล้ว ไม่มีการประทับตราหนังสือเดินทางใดๆทั้งสิ้น ตายละหว่า เราเดินเข้าผิดห้อง ไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นคนเถื่อนที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
                สุดท้ายเราต้องเดินย้อนออกไปทางเดิมแล้วเดินเข้าห้องผู้โดยสารระหว่างประเทศเพื่อไปประทับตรา ก็เห็นนักท่องเที่ยวมากมายยืนต่อแถวอยู่ มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งพยายามกวักมือให้เราไปยืนต่อแถวของพลเมืองอินโดนีเซีย ไม่นะ ไม่ใช่นะ เราไม่ใช่คนอินโดซักหน่อย แล้วสายตาเราก็เหลือบไปเห็นคณะเรา6คน ยังตั้งตายืนกรอกเอกสารกันอยู่เลย จึงเดินเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เลยได้ความว่าเจ้าหน้าที่บนเครื่องเธอไม่ได้แจกบัตรขาเข้าสำหรับชาวต่างชาติกับเพื่อนเราสักคนเดียว ด้วยคิดว่าเป็นคนอินโดนีเซียนั่นเอง
Polonia International Airport Medan City
                เมื่อเสร็จสิ้นพิธีตรวจคนเข้าเมืองแล้ว คณะเราก็ออกมาเจอผู้หญิงชาวจีนอินโดฯ สองคนมารอรับ พวกเธอเป็นตัวแทนจากบริษัททัวร์ของ Happy Holiday มารับและรอเก็บเงินคณะทัวร์ลูกเป็ดอย่างเรา ซึ่งสามารถตกลงราคากันได้ที่ 750000 รูเปีย หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2550 บาท สำหรับการทัวร์2วัน 1คืน โดยวันพรุ่งนี้จะส่งรถตู้มารับที่หน้าโรงแรมเวลาประมาณ8โมงเช้า  จากนั้นเราก็โทรเรียกให้รถของโรงแรมมารับด้วยว่าไม่อยากเจอราค่าแท็กซี่พื้นเมืองแล้วอารมณ์เสีย  รถของโรงแรมเป็นรถตู้ใหม่เอี่ยม คิดราคาต่อหัวประมาณ 20000 รูเปีย จะว่าแพงก็แพงแต่แลกกับความอุ่นใจพวกเราก็ยอม
เจ้าหน้าที่ Happy Holiday (2คนยืนตรงกลาง) กับคณะทัวร์ไทย
เหมารถตู้ของโรงแรมออกมารับที่สนามบิน

                รถใช้เวลาวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะสนามบินโปโลเนียนั้นตั้งอยู่ใจกลางเมือง สองข้างทางของเมืองเมดานคล้ายกับนครหาดใหญ่ คือเมืองไม่เงียบและมีของกินตลอดสองข้างทาง โรงแรม My Hotel ตั้งอยู่ที่ ถนนเสมารัง (Jalan Semarang) ภาษาอินโดนีเซียเรียกถนนว่า “จาลาน” พวกเราเข้าเช็คอินที่โรงแรมนอนแค่1คืน โรงแรมที่นี่ใหม่มากตกแต่งแบบทันสมัยแต่ก็มีของตกแต่งสไตล์อินโดนีเซียประดับข้างฝาบ้าง ด้านล่างมีอินเตอร์เน็ตให้บริการฟรี และมีห้องอาหาร สำหรับโปรโมชั่นพิเศษที่พวกเราได้จองกันไว้ในราคาห้องละ 340บาทนั้น ไม่มีอาหารเช้าให้บริการนะครับ
 ด้านหน้าโรงแรม My Hotel ระบุเว็บไซต์ขึ้นป้ายหรา
 พวกเราคณะทัวร์แบกเป้กำลังเข้าเช็คอินกันอยู่จ้า
 โรงแรมแห่งนี้ชอบตกแต่งด้วยโทนสีส้ม
ตุ๊กตาหนังตะลุงแบบอินโดนีเซียตกแต่งตามข้างฝาผนัง

                หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้วพวกเราก็เอาข้าวของขึ้นไปเก็บบนห้องก่อนแล้วค่อยลงมาหาอะไรทานกัน ซึ่งห้องนอนก็ใหม่สะอาด ตกแต่งอย่างดีและมีทีวีติดผนัง มีกาน้ำร้อนให้บริการด้วย พอเก็บของเสร็จ เราก็นัดแนะกับเพื่อนๆ เพื่อออกไปทานอาหารเย็นกัน ด้านหลังของโรงแรมเป็น Chinese Food Night Walk ซึ่งขายอาหารจีนทั้งย่านเลย แถวนั้นเป็นไชน่าทาวน์นั่นเอง  ร้านอาหารจีนด้านหลังโรงแรมมีทั้งร้านอาหารแบบขึ้นเหลาเล็กๆ แบบข้าวต้มตามสั่งและเป็นหมี่ฮกเกี้ยน ซึ่งคนจีนในอินโดนีเซียเป็นคนจีนฮกเกี้ยน แบบเดียวกับคนจีนในสิงคโปร์ มาเลเซียและทางภาคใต้ของไทย  
 ร้านนี้เน้นขายหมี่ฮกเกี้ยนสไตล์อินโดนีเซีย
ร้านอาหารจีนแต่ละร้านก็จะขายอาหารคล้ายกันไปหมด

พวกเราเดินเลือกร้านกันหลายร้านจนมาลงเอยที่ร้านหมี่ฮกเกี้ยน (Mie Hokkien) หน้าตาน่าทานร้านหนึ่ง พวกเราเริ่มสั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษ แต่พนักงานในร้านก็พูดอินโดฯกับเรา สุดท้ายฟังไม่รู้เรื่องแม่แต่เจ้าของร้านซึ่งเป็นคนจีนก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เลยต้องชำเลืองดูโต๊ะข้างๆว่าพวกเราทานอะไรกันแล้วก็ทานแบบเค้าสั่งเอาแบบนั้น1ชาม แล้วอีกชามหนึ่งก็เดินไปที่หน้าตู้อาหารแล้วชี้นิ้วเลือกเส้นและเนื้อสัตว์ที่จะใส่ลงไป หน้าตาเลยออกมาเป็นเส้นหมี่แห้งรวมมิตรทะเลจานนึง แล้วอีกจานเป็นบะหมี่ลูกชิ้นปลา ให้ปริมาณมาชามโตมาก ใหญ่กว่าก๋วยเตี๋ยวบ้านเราประมาณ2เท่า สั่งมาแค่2ชาม ทานกัน7คนก็อิ่มพอสำหรับมื้อเย็น รสชาติอาหารนั้นออกจืดและมันมากๆ พวกเราต้องสั่งน้ำอัดลมท้องถิ่นรสชาติคล้ายรูทเบียร์มาดื่มกันหลายขวด เมื่อเรียกเก็บตังค์ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้อีกพวกเราเลยหยิบเครื่องคิดเลขออกมาจิ้มๆให้คิดราคา ซึ่งค่าเสียหายทั้งหมดอยู่ที่ 49000 รูเปีย คิดเป็นเงินไทย 166บาท นับว่าราคาไม่ถูกเมื่อเทียบกับก๋วยเตี๋ยวแค่สองชาม
 เส้นหมี่แห้งรวมมิตรใส่ทุกอย่างกับน้ำอัดลมรสรูทเบียร์
หมี่ฮกเกี้ยนของแท้หน้าตาเป็นแบบนี้ ราคาชามละ 70บาท

แล้วพวกเราก็เดินย่ำราตรีกันต่อ บนถนนสายนั้น มีร้านขายขนมข้างทาง คล้ายกับขนมหวานของไทย มีร้านขนมถังแตก ร้านขายสะเต๊ะ ไฟตามถนนเปิดน้อย ทำให้ดูน่ากลัวยามที่ต้องสัญจรในตอนกลางคืน แล้วเราก็เดินมาถ่ายรูปถังสูงเก็บน้ำแบบโบราณ (Tirtanadi Water Tower) เป็นถังสูงเก็บน้ำบาดาลในสมัยที่ผลิตน้ำประปากันใหม่ๆ เราเดินถ่ายรูปได้สักพัก เราเริ่มเห็นคนจรที่คอยมาเคาะกระจกรถเพื่อขอเงินยามค่ำคืน ทำให้เรานึกถึงฟิลิปปินส์ขึ้นมาทันทีทันใด ว่าแล้วรีบกลับห้องนอนเพื่อพักผ่อนเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้นดีกว่า
 โฉมหน้าแฟรนไชส์ขนมถังแตก
 ซุ้มขนมหวานหน้าตาคล้ายกับขนมไทย
 ไก่สะเต๊ะและเนื้อสะเต๊ะ
ถังสูงที่เดิมเคยเป็นถังพักน้ำเพื่อรอการผลิตน้ำประปา

ตอนต่อไปพบกับการเดินทางอันแสนไกล กว่าจะถึง Lake Toba