วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

แบกเป้เที่ยวย่างกุ้งตอนที่ 4 สวนสาธาณะกันดอจี ชมภัตตาคารการะเวก และสักการะมหาเจดีย์ชเวดากองยามเย็น(Kandawgyi Lake, Karaweik Restaurant & Shwedagon Pagoda)

     หลังจากท้องอิ่มแล้วเราต้องเดินสักหน่อยไม่เช่นนั้นก็จะง่อยจนเกินไป ทะลสาบกันดอจี (Kandawgyi Lake)เป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะกันดอจี (Kandawgyi Park)เป็นสวนสาธารณะที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง เพราะจะเห็นฉากหลังเป็นพระเจดีย์ชเวดากอง และภัตตาคารการะเวก (Karaweik Restaurant) หากมาเที่ยวในช่วงเช้า จะพบชาวพม่ามากมายมาออกกำลังกายกัน ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง เต้นแอโรบิค หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่นี่ยังมีสะพานไม้ยาวให้คนได้เดินชมบรรยากาศยามเช้า ค่าเข้าชมสวนสาธารณะ คนละ 300 จ๊าด ค่าธรรมเนียมกล้องถ่ายรูป 500 จ๊าด สามารถเดินได้ทั่วยกเว้นเข้าชมภัตตาคารการะเวก หางตั๋วเข้าชมสวนนี้สามารถนำไปชิงโชคได้ที่ซุ้มแลกรางวัลภายในสวน ซึ่งจะเป็นการจับรางวัลที่มีรางวัลหลากหลายมาก บางคนจับได้ตั๋วเข้าชมฟรีครั้งถัดไป บ้างจับได้เป็นคูปองแลกอาหารฟรี วาดภาพล้อเลียนฟรี และดูดวงฟรี 
วิวของภัตตาคารการะเวกและเจดีย์ชเวดากองเมื่อมองจากสะพานไม้

เรือนไม้สไตล์พม่าภายในสวนสาธารณะกันด่อจี

ทะลสาบกันดอจีมีอาณาเขตกว้างใหญ่จึงเป็นที่นิยมกับคู่หนุ่มสาว

      เราจับรางวัลได้ดูดวงฟรีต้องลองวิชาหมอดูพม่าเสียหน่อยเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว หมอดูประจำสวนแห่งนี้ใช้ลูกเต๋าสองลูกในการทำนายครับ เค้าพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ เลยต้องมีคุณล่ามผู้ช่วยคอยเรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษให้เรา มีกฎอยู่ว่าเราตั้งคำถามได้เพียงสามหัวข้อเท่านั้น เมื่อถามหนึ่งครั้งเราจะต้องทอยลูกเต๋าคู่นั้นหนึ่งครั้ง ผลลัพธ์ตัวเลขที่ได้มาเค้าก็จะเปิดตำราที่เป็นภาษาพม่าแล้วบอกให้เราฟัง สมาชิกในกลุ่มบางท่านจับได้รางวัลวาดภาพล้อเลียนฟรี รางวัลนี้ต้องรอนานหน่อย เพราะการวาดภาพของแต่ละคนต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ผลงานออกมาก็คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ
ศิลปินกำลังวาดภาพการ์ตูนล้อเลียนอย่างใจเย็น

ถ้าวาดออกมาไม่สวยล่ะน่าดู ฮึ่ม ฮึ่ม
ตำราดูดวงเป็นภาษาพม่าล้วนๆ เป็นการทายจากการทอยลูกเต๋า 
บริการดูดวงมีผู้ให้ความสนใจตลอด

          ในทะเลสาบกันดอจี (Kandawgyi Lake) ยังมีบริการเรือถีบไว้บริการสำหรับคู่รักที่ต้องการออกไปบอกรักกันกลางทะเลสาบ หรือผู้ที่ต้องการไปชมด้านหน้าของหัวเรือนกการะเวก แต่อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเช่นนี้คู่รักหนุ่มสาวทั้งหลายจึงเลือกที่จะนั่งจู๋จี๋กันตามเก้าอี้ยาวริมทะเลสาบ โดยเลือกที่จะกางร่มทั้งที่ฝนไม่ตกเพื่อที่จะได้บังสายตาจากคนภายนอกประหนึ่งว่าโลกใบนี้มีเพียงเราทั้งสองที่จะครองรักยั่งยืนตลอดไป ฮา สถานการณ์เช่นนี้ทำให้พวกเราผู้ก่อความไม่สงบไม่อยากรบกวนพวกเขา ดังนั้นจึงขอปลีกตัวไปเดินสำรวจภัตตาคารการะเวกกันดีกว่า
ม้านั่งยาวจึงเป็นที่ปลีกวิเวกของคู่รักชาวย่างกุ้งทั้งหลาย 
เรือถีบมีไว้ให้บริการแต่ผู้ใช้บริการกลับบางตา

          ภัตตาคารการะเวก (Karaweik Restaurant) เป็นอีกสถานที่น่าสนใจซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบกันดอจีด้านตะวันออก เป็นภัตตาคารหรูที่สร้างขึ้นเพื่อไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในต้นทศวรรษที่ 1970 โดยมีเรือ ปยีจีมุ่น ของราชวงศ์พม่าเป็นต้นแบบลักษณะเด่นคือ หัวเรือทั้งด้านซ้ายและขวาทำเป็นรูปหัวนกการะเวก อันเป็นสัตว์ในเทพนิยายของอินเดีย หลังคาเป็นทรงปราสาทซ้อนสูง สร้างลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆ สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นของสถาปัตยกรรม และฝีมือช่างชั้นครูของพม่าภายในตกแต่งด้วยการลงลักปิดทองประดับด้วยกระจกสี หินอ่อน และฝังมุก เปิดให้บริการมื้อกลางวันตั้งแต่ 10.30-14.30 น. สำหรับอาหารบุฟเฟ่ต์พื้นเมืองอาหารพม่าท่านละ 7,500 จ๊าด และเปิดให้บริการมื้อเย็นตั้งแต่ 18.00น. สำหรับบุฟเฟ่ต์นานาชาติพร้อมชมนาฏศิลป์พื้นเมืองขับกล่อมระหว่างมื้ออาหารในราคาท่านละ 15,000 จ๊าด เราไม่ได้มาทานมื้อกลางวันของที่นี่จึงถ่ายรูปได้แต่ภายนอกบริเวณทางเข้าภัตตาคารเท่านั้น


ป้ายระบุราคาค่าอาหารต่อหัวแบบบุฟเฟ่ต์ อิ่มไม่อั้นพร้อมชมการแสดง

ทางเข้าภัตตาคารการะเวก เรามีสิทธิ์ในการถ่ายรูปได้แค่นี้
ฝนตกพรำๆตลอดขณะที่เดินเล่นภายในสวนสาธารณะกันดอจี

         เดินกลับมาที่รถอีกครั้งคนขับรถของพวกเรานอนตีแปลงเหยียดยาวอยู่ระหว่างเบาะ ไม่อยากรบกวนเลยเดินไปดูเพื่อนของเราที่กำลังเป็นแบบให้เขาวาดการ์ตูนล้อเลียนอยู่ พอวาดเสร็จก็พากันไปทานของว่างพวกมันฝรั่งทอดและจิบน้ำชาร้อนที่ร้านอาหารของสวนสาธารณะก่อนที่สามสาวจะต้องเดินทางกลับที่พักเพื่อไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ในห้องของเราเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองมัณฑะเลย์เย็นนี้


คนขับของเราหลับงีบเอาแรงเสียแล้ว 
ร้านขายอาหารราคาถูกภายในสวนสาธารณะกันดอจี

     พอกลับถึงเกสต์เฮ้าส์ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก สามสาวต้องอาบน้ำที่โรงแรมก่อนที่จะต้องนั่งรถค้างคืนยาวไปจนถึงเมืองมัณฑะเลย์ตอนเช้า รถมารับพวกเราอีกทีตอนห้าโมงเย็น วันนี้พวกเราทุกคนต้องจ่ายค่าเหมารถเที่ยวทั้งวัน 60 ดอลล่าร์  โดยไม่ลืมที่จะให้ทิปคนขับเพิ่มไปอีก 5 ดอลล่าร์ ตอบแทนในความมีน้ำใจและการเป็นผู้รอคอยที่ดีโดยไม่มีปริปากบ่นสักนิด พรุ่งนี้เราเลยตัดสินใจที่จะจ้างเหมารถเขาต่อเพื่อตะลอนเที่ยวเมืองพะโค (Bago) หรือกรุงหงสาวดี เมืองเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของประเทศพม่า ในราคาเหมาทั้งวันที่ 70 ดอลล่าร์ รวมค่าน้ำมันแล้ว เขาตอบตกลง แล้วพาเราสองคนมาปล่อยลงที่มหาเจดีย์ชเวดากอง ก่อนที่จะเลยไปส่งเพื่อนของเราที่สถานีท่ารถ งานนี้ขากลับจากวัดเราต้องกลับกันเองนะ

เจดีย์ชเวดากอง
ก่อนที่จะพาทุกท่านชมวัดเจดีย์ชเวดากองอย่างละเอียด อยากจะบอกกล่าวเล่าเรื่องตำนานเจดีย์ชเวดากองกันก่อนครับ อันพระมหาเจดีย์ชเวดากองเกิดขึ้นราว 2500 ปีก่อน เล่าว่ามีพ่อค้าชาวมอญ 2 คนคือ ตปุสสะ และภัลลิกะ ทีเกิดความเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า จากการที่ได้เข้าไปเข้าเฝ้าถวายภัตตาหารแล้วถวายตัวเป็นอุบาสก ก่อนจากมา ได้ทูลขอให้พระพุทธเจ้าได้ประทานสิ่งของเป็นอนุสรณ์สักหรับบูชาแทนพระองค พระพุทธเจ้าจึงได้ประทานพระเกศาธาตุ 8 เส้น ของพระองค์ให้แก่ชาวมอญทั้งสอง เมื่อทั้งสองกลับมาจึงได้ก่อสร้างเจดีย์บนเนินเขาตะเกิงเพื่อประดิษฐ์พระเกศาธาตุ
        เค้าว่ากันว่าทองคำที่ใช้หุ้มเจดีย์ชเวดากองมีจำนวนมากกว่าปริมาณทองคำในธนาคารแห่ชาติอังกฤษเสียอีก เจดีย์แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนยอด เขาด้วยความสูงกว่า 100 เมตร ภายในบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า และเครื่องบริขารของอดีตพระพุทธเจ้าพระองค์ไว้
        ลักษณะเด่นคือ ภายนอกขององค์เจดีย์ใช้แผ่นทองหุ้มเอาไว้มากถึง 8,688 แผ่น ส่วนยอดประดับด้วยเพชร 5,448 เม็ด โดยเฉพาะชั้นบนสุด มีขนาดถึง76 กะรัต รวมถึงทับทิม ไพลิน และบุษราคัม อีก 2,317 เม็ด ทั้งหมดนี้ประดับอยู่บนยอดฉัตรสูง 10 เมตร ฐานของเจดีย์รอมรอบด้วยสิ่งปลูกสร้างกว่า 100 หลัง ทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย และศาลาอำนวยการ
เจดีย์ชเวดากองบริเวณทางขึ้นด้านทิศเหนือ

        บันไดทางขึ้นพระมหาเจดีย์ มีทั้ง 4 ทาง ได้แก่ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ และทิศตะวันออก ส่วนบันไดทางขึ้นที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้กันมากที่สุดคือ บันไดทางขึ้นทิศใต้ ซึ่งตั้งอยู่ด้านถนนชเวติโก่งพยา หันออกมาหาตัวเมือง มี 104 ขั้น ตรงประตูทางเข้าเมือง ฉิ่นตี(สิงห์ทวารบาล) เฝ้าอยู่สองตัว หรือหากไม่สะดวกเดินขึ้นบันได ก็สามารถเลือกใช้บริการลิฟท์แก้วได้ จุดบริการนักท่องเที่ยวนี้เองที่เราทุกคนที่ไม่ใช่ชาวพม่าจะต้องจ่ายค่าเข้าชมท่านละ 5 ดอลล่าร์ แล้วก็มีตู้ฝากรองเท้าให้บริการฝากไว้ตั้งแต่ชั้นล่าง จากนั้นก็ขึ้นลิฟท์แก้วที่มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้
 จุดบริการนักท่องเที่ยวและทางขึ้นลิฟท์แก้วบริเวณทางทิศใต้
ถ้าเดินขึ้นบันไดมาทางทิศเหนือจะพบกับร้านขายดอกไม้ของไหว้ตลอดรายทาง

        เมื่อเราขึ้นลิฟท์แก้วมาจนถึงชั้นบนสุดทันทีที่ประตูเปิดออกและเราเดินออกมาอีกหน่อย เราต้องตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของมหาเจดีย์ และพื้นหินสีขาวที่เปล่งประกายตัดกับสีทองคำขององค์เจดีย์ ถึงแม้วันนี้ฝนจะตกปรอยลงมาตลอดจนทำให้พื้นหินสีขาวสะท้อนเงาเจดีย์ดั่งกระจก เสียแต่ตรงที่ว่าพื้นนั้นลื่นมากต้องเดินอย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาจจะลื่นล้มหงายหลังหัวน็อคพื้นได้ หากขึ้นมาตอนกลางวันที่มีแดด พื้นหินคงร้อนระอุชวนให้เท้าพองไม่ใช่น้อย  พระมหาเจดีย์เส้นรอบองค์วัดได้ 433 เมตร รอบฐานสถูปบริวารตั้งอยู่รวม 64 องค์ หากคุณขึ้นทางบันไดทิศใต้ ให้เลี้ยวซ้านแล้วเดินวนขวาจะเห็นอาคารหลังแรกคือ วิหารพระโกนาคมพระเจ้า ถือว่าเป็นหนึ่งวิหารทั้งสี่ที่สร้างอุทิศพระอดีตพุทธเจ้าที่ดับขันธปรินิพานไปแล้วทั้งสี่พระองค์ ซึ่งด้านบนจะมีพระเคราะห์ทั้งแปดที่ตั้งโดยรอบพระมหาเจดีย์ ชาวพม่าจะถวายดอกไม้ และสรงน้ำตามแต่เสาพระเคราะห์วันเกิดตน หรือที่เราเรียกว่าพระประจำวันเกิด (ให้ย้อนกลับไปดูตอนที่แล้วเพื่อศึกษาลักษณะพระประจำวันเกิดของแต่ละวันครับ) จุดนี้ต้องแยกย้ายกันไปตามวันเกิดของตนเพื่อสรงน้ำพระตามจำนวนอายุของตนเองอีก นอกจากนี้ยังมีพระประจำปีนักษัตรและราศีอีกด้วย ซุ้มเยอะมากมายจนไม่สามารถแยกแยะได้ครบถ้วนทั้งหมด
 ซุ้มพระประจำวันเกิดมีมากมายจนแทบจะแยกแยะไม่ออก

        เดินลึกเข้ามาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะพบระฆังมหาคันธะที่พระเจาสินกูโปรดฯ ให้หล่อขึ้นในปี พ.ศ.2322 ก่อนจมลงไปในแม่น้ำย่างกุ้งสมันถูกอังกฤษปล้นไป แต่ชาวพม่าก็ช่วยกันงมขึ้นมาได้ในปี พ.ศ.2368 ระฆังสำริดใบนี้หนักถึง 23 ตัน สูง 22 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 2 เมตร
        จากนั้นเดินมุ่งหน้าลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะพบกับต้นโพธิ์ขนาดใหญ่สองต้น ต้นที่เล็กกว่านั้นแยกหน่อมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย และปลูกโดยนายกรัฐมนตรีคนแรก ของประเทศพม่า ในช่วง พ.ศ. 2491 ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่าโดยถูกปลูกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2446 แล้วยังมีเจดีย์พุทธคยาจำลองตั้งอยู่ใกล้ๆอีกด้วย

ดูซิ ฝนใกล้จะตกแล้วมืดฟ้ามัวดินมาทีเดียว

          ปากทางเข้าด้านทิศเหนือ จะเห็นว่ามีพื้นที่บริเวณหนึ่งที่มีคนพลุกพล่านเป็นพิเศษ โดยทุกคนต่างนั่งคุกเข่าหันหน้าเข้าหาพระมหาเจดีย์ชเวดากอง พร้อมสวดมนต์ และตั้งอธิษฐานขอให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนา บริเวณแห่งนี้ถึงถูกเรียกว่า ลานบรรจุคำอธิษฐาน  มีคนพม่าจำนวนมากนั่งสมาธิและสวดมนต์ต่อให้ภายนอกฝนตกหนักแรงแค่ไหนก็ไม่เคยหวั่น พวกเรามีความตั้งใจที่จะเดินวนรอบองค์เจดีย์ใหญ่3รอบ พร้อมกับสวดมนต์แบบบาลีไปตลอดทางจนกว่าจะเดินครบสามรอบ
ชาวพม่าพร้อมใจกันสวดมนต์และนั่งสมาธิท่ามกลางสายฝนที่โปรายปราย

การจะเดินสวดมนต์ให้ครบสามรอบนั้นน่าหนักใจไม่เบา ด้วยพื้นหินขัดมันที่ลื่นมากชวนให้ลื่นล้มได้ตลอดเวลา แต่กระนั้นยังมีอาสาสมัครผู้มีใจรักมาคอยกวาดน้ำที่ขังออกอย่างเป็นแถวเป็นแนวพร้อมเพรียงกัน  ทุกคนสวมชุดกันฝนพลาสติกใสพวกเขาเหล่านั้นมาด้วยใจมิได้รับค่าจ้างใดๆตอบแทน โดยกลุ่มอาสามสมัครนี้พวกเขาจะมาทุกเย็นหลังเลิกงาน โดยมีพื้นฐานความเชื่อที่ว่าหากใครก็ตามได้กวาดลานวัดเท่ากับว่าช่วยกันอุทิศตนให้กับพระศาสนา ท่านก็จะได้บุญมากไม่แพ้การบริจาคหรือให้ทานเลยทีเดียว
 เงาของเจดีย์ทอดตัวไปยังเมฆฝนเบื้องบน

ที่วัดแห่งนี้ได้มีพี่น้องชาวไทยฝากเงินมาทำบุญกับเรามากมาย เราต้องทยอยเอาเงินไทยเหล่านั้นหยอดตามตู้ไปตามวัตถุประสงค์ต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องพกเงินไปไหนครั้งละมากๆ ฟ้าเริ่มมืดเราได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่อาสาพาพวกเราชมความงามยามค่ำคืนของเจดีย์โดยรอบ ท่านพาเราเดินไปถึงจุดที่ทำมุมให้เห็นแสงสะท้อนหักเหจากอัญมณีบนยอด ดูแล้วน่าตื่นตาไม่น้อย มีการทำเครื่องหมายกากบาทบนพื้นหินว่าจุดนี้ไว้ดูเพชร ดูมรกต ดูทับทิม ฯลฯ ซึ่งเมื่อเราไปพิศดูตามจุดดังกล่าวแล้วก็พบว่าเป็นแสงสะท้อนสีตามอัญมณีจริงๆ   ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก นอกจากนี้ท่านยังได้ชี้เงาของเจดีย์ที่ปรากฏอยู่บนก้อนเมฆอีกด้วย สักพักท่านขอตัวกลับวัดด้วยว่ากลัวจะไม่มีรถกลับวัด เราเลยให้ค่ารถท่านไปถือว่าเป็นน้ำใจที่อุตส่าห์พาชมเสียรอบเจดีย์ ได้เวลาที่พวกเราต้องกลับเช่นกัน เพราะปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว
พระพุทธรูปปางไสยาสน์ภายในวัดเจดีย์ชเวดากอง
องค์เจดีย์สีทองอร่ามยามต้องแสงไฟในยามค่ำคืน

เจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอาสาเรียกรถแท็กซี่เพื่อกลับที่พักให้ ค่ารถจากวัดเจดีย์ชเวดากองกลับไปที่พักอยู่ที่ 2,000 จ๊าด ถือว่าอยู่ในอัตราที่ไม่แพงนัก เราแวะเอาของเก็บเข้าในห้องแล้วออกมาเดินสำรวจตรวจตราบริเวณที่พักโดยรอบว่ามีร้านอาหารอะไรบ้างที่น่านั่ง ท้องถนนในเมืองย่างกุ้งไม่ค่อยเปิดไฟให้สว่างไสว ยิ่งร้านอาหารข้างทางยิ่งมืดใหญ่เห็นแล้วไม่ชวนให้เข้าไปนั่ง แต่แล้วเราก็มาสะดุดอยู่ที่ร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านอหารอินเดีย ตั้งอยู่บนถนน มหามานดูล่า (
Maha Bandoola Street
)
 ภายในร้านอาหารอินเดียแบบพื้นบ้านใกล้กับที่พัก
แกงหม้อนี้ประกอบด้วยสมองแพะล้วนๆ

เพื่อรำลึกถึงอาหารอินเดียที่กัลกัตตาอีกครั้ง พวกเราเลยสั่งอาหารอินเดียมาเป็นชุดที่ใส่จานถาดหลุม มีทั้งชุดข้าวแกงมังสวิรัติ ชุดข้าวแกงไก่ โดยไม่ลืมที่จะสั่งแป้งนานมาด้วย แต่แล้วความอร่อยย่อมผิดคาดด้วยว่าอาหารอินเดียในพม่านั้นได้มีการปรับรสเพื่อให้คุ้นกับลิ้นคนพื้นเมือง ดังนั้นอาหารอินเดียในพม่าจึงมีรสเค็มและชุ่มไปด้วยน้ำมัน มิได้หอมเครื่องเทศเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศต้นกำเนิด
 ชุดอาหารอินเดียแบบถาดหลุมพร้อมเครื่องเคียงต่างๆ
แกงอินเดียที่มีหน้าตาคล้ายกับไข่พะโล้กับเครื่องเคียงต่างๆ

เมื่อท้องอิ่มแล้วเราก็เดินกลับที่พักเพื่อพักผ่อน พรุ่งนี้เรามีนัดกับไกด์ต้องเดินทางอีกไกล เพราะว่าเราเช่ารถเหมาคันเพื่อไปเที่ยวเมืองพะโค (Bago)  หรือกรุงหงสาวดี เมืองเก่าแก่ของประเทศพม่านั่นเอง

ตอนต่อไปจะพาทุกท่านเที่ยวชมเมืองพะโคอย่างละเอียดครับ









วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

แบกเป้เที่ยวย่างกุ้งตอนที่3 ชมพระนอนที่ตาหวานที่สุดในโลก วัดกะบ่าเอ และลิ้มรสอาหารพื้นเมืองพม่าชั้นเลิศ (Kyauk Htat Gyi Pagoda & Kaba Aye Pagoda)

           คนจะงามงามจิตใจใช่ใบหน้า แต่พระนอนตาหวานนี่งามซึ้งตรึงใจมิรู้หาย  ถึงแม้จะไม่ใช่องค์พระนอนที่ใหญ่ที่สุดในพม่าและไม่ใช่พระนอนที่มีคนพม่ากราบไหว้บูชามากที่สุด แต่ความงดงามของพระพักตร์นั้นยากที่จะหาพระนอนองค์ใดๆ มาทัดเทียมได้
           วิหารเจ๊าทัตจี หรือเจดีย์เจ๊าทัตจี (Kyauk Htat Gyi Pagoda) เป็นวิหารที่ใช้ประดิษฐานพระพุทรไสยาสน์ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า พระนอน (Reclining Buddha) พระปางไสยาสน์นี้มีความยาวกว่า 70เมตร สร้างขึ้นมาไม่นานอายุไม่ถึง50ปี ใช้เงินบริจาคในการสร้างทั้งสิ้น 5แสนจ๊าด วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนน ชเวกอนเดียง ย่านตัมเว ในเมืองย่างกุ้ง ฝรั่งเรียกพระองค์นี้ว่า “Giant Buddha”
 บริเวณทางเข้าวิหารเจ๊าทัตจี
 รายละเอียดต่างๆขององค์พระนอนแม้แต่เล็บยังงาม

ลายจีวรพระพุทธไสยาสน์นั้นพลิ้วไหวสมจริงมากๆ

        การเข้าชมวัดแห่งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ก็ต้องถอดรองเท้าออกตั้งแต่ทางเข้าวัดนั่นเลย งานนี้คณะเราเลยถอดรองเท้าไว้บนรถ แล้วเดินเท้าเปล่าเข้ามาชมความงดงามของพระนอน ลักษณะเด่นขององค์พระนอนนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้นพระพักตร์อันงดงามตามศิลปะแบบพม่า ที่แก้มระเรื่อเจือสีแดง ปากทาสีชาด เปลือกตาแต้มสีฟ้าและติดขนตางอนยาวเป็นแผง คิ้วโก่งรับกับดวงตาที่หวานคม จนใครเห็นก็อดชมไม่ได้ คนไทยเรียกติดปากว่า พระนอนตาหวาน นั้นหวานสมชื่อจริงๆ
พระพักตร์ของพระนอนตาหวานแต่งแต้มด้วยสีสันที่ยากหาพระใดมาเทียม

       หากเดินชมความงามตลอดองค์พระพุทธไสยาสน์มาจนสุดปลายพระบาทนั้น เราก็จะเห็นภาพวาดมงคลเป็นปริศนาธรรม 108 ประการ บริเวณฝ่าพระบาท ซึ่งจะมีรูปภาพสลักทั้งหมด 108 รูป ในจุดนี้เองที่งดงามจนเกินคำบรรยาย ถึงขนาดทางวัดจัดเป็นมุมถ่ายรูปไว้ให้โดยเฉพาะ
 ภาพมงคลปริศนาธรรมทั้ง 108 ประการ
 ฝ่าพระบาททาด้วยสีชมทพูแล้วลงลายเส้นสีทองอย่างดี
 แม้แต่เล็บเท้าก็ยังทาสีสวยงาม
คำเฉลยแห่งปริศนาธรรมทั้ง 108 ประการ อ่านได้ที่นี่

         ตู้บริจาคทำบุญที่วัดแห่งนี้ยังแยกประจำวันเกิดเฉกเช่นเดียวกันกับการรดน้ำพระประจำวันเกิดที่จะต้องสังเกตสัญลักษณ์ที่เป็นรูปปั้นของสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งสัญลักษณ์ของวันอาทิตย์คือครุฑ วันจันทร์คือเสือ วันอังคารคือสิงห์ วันพุธคือช้าง วันพฤหัสบดีคือหนู วันศุกร์คือหมู วันเสาร์คือมังกร และวันราหูหรือพุธกลางคืนเป็นช้างสีดำ การไหว้พระประจำวันเกิดนั้นสำคัญมาก เพราะคุณจะต้องเจอทุกวัด ตราบใดที่ยังไหว้พระในพม่าอยู่ โดยเฉพาะที่เจดีย์ชเวดากอง ลักษณะการจัดวางพระประจำวันเกิด และประจำปีเกิดและราศีจะสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก
 ตู้บริจาคเงินแต่ละแห่งมีทั้งเงินจ๊าดและเงินบาทปะปนกันไป
แม้แต่ตู้ทำบุญยังคงมีตู้ประจำวันเกิดเลย
พระประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ และวันจันทร์ 

พระประจำวันเกิด วันพุธกลางคืนและวันเสาร์

พระประจำวันเกิดวันพฤหัสบดีและวันพุธ 

พระประจำวันเกิด วันศุกร์และวันอังคาร 

ที่นี่เค้าจารึกประวัติของวัดลงในกระจกเงาเก๋ไก๋ไม่หยอก

                วัดเจดีย์กะบ่าเอ (Kaba Aye Pagoda) เป็นเจดีย์ทรงกลมมีความสูงและมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้เท่ากัน คือ 34 เมตร เป็นเจดีย์ที่สร้างแบบภายในกลวง ซึ่งมีพระประทานภายในหล่อด้วยเงินบริสุทธิ์น้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัมและเคลือบแล็คเกอร์ทำให้องค์พระเป็นสีดำ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง สร้างโดยนายอูนุนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า เพื่อใช้เป็นสถานที่ชำระพระไตรปิฎกครั้งที่ 6 ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2497 – พ.ศ.2499 และเพื่อให้บังเกิดสันติสุขแก่โลก ล่าสุดใช้เป็นสถานที่ใช้ในการประชุมสงฆ์โลกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมา ที่สำคัญเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า พระธาตุของพระโมคลานะและพระสารีบุตร

เจดีย์กะบ่าเอมีทางเข้าทั้งหมด 5 ด้าน ทุกๆด้านมีพระพุทธรูปขนาดกว่า 2.4 เมตรประดิษฐานอยู่ และมีพระพุทธรูปหุ้มด้วยทองคำองค์เล็กๆอีก 28 องค์แทนอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ที่อุบัติขึ้นในโลกนี้ ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานทักษิณ ส่วนพระพุทธรูปพระประธานข้างใน คือ พระมหามุนีองค์จำลอง หล่อด้วยเงินบริสุทธิ์ซึ่งมีนำหนักรวมกว่า 500 กิโลกรัม ส่วนพระธาตุนั้นเองอยู่ภายในถ้ำจำลองมหาปาสณคูหาหรือถ้ำสัตตาบรรคูหาตามแบบในกรุงราชคฤห์
ความงดงามของพระพุทธรูปภายในเจดีย์วัดกะบ่าเอ พระมหามุนี

บริเวณทางเข้าวัดเจดีย์กะบ่าเอจะมีสิงห์คู่ตั้งอยู่ 

พระพุทธรูปที่เคลือบองค์ด้วยแล็กเกอร์ให้สีดำดูแปลกตา

           บริเวณบันไดทางขึ้นวัดนั้นเต็มไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึกตลอดทางเดิน สินค้าที่น่าสนใจมีทั้งหินหยก กำไล สร้อยประคำ หนังสือสวดมนตร์  หยกแกะสลัก งานไม้ แป้งทานาคา ฯลฯ ไว้คอยดูดทรัพย์นักท่องเที่ยวคนไทย แต่ที่ขึ้นชื่อที่นี่มากที่สุดคงหนีไม่พ้นร้านหนังสือมือสองเพราะมีเยอะมาก แต่ราคาต้องต่อรองนะ พ่อค้าบอกราคาไว้ค่อนข้างสูง เมื่อเดินขึ้นไปถึงองค์เจดีย์แล้วยังมีซุ้มขายดอกไม้และของไหว้ ภายในเจดีย์นั้นสามารถนั่งสมาธิและสวดมนตร์ได้ องค์พระประธานนั้นประดิษฐานอยูในห้องนิรภัยอย่างแน่นหนา แต่เราก็สามารถเข้าไปกราบไหว้บูชาได้ ถึงขนาดห้องจะไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อไหว้เสร็จควรรีบออกมาเพื่อหลีกทางให้คนอื่นเข้าไปกราบไหว้ได้เช่นกัน 
 ตลอดทางขึ้นเจดีย์จะเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกมากมาย
 ร้านขายงานหินแกะสลัก และพลาดไม่ได้กับร้านหนังสือ 
 ร้านหนังสือมือสองที่นี่เต็มไปด้วยหนังสือประวัติศาสตร์พม่าและนำเที่ยว
หนุ่มพม่าขายดอกไม้กับความศรัทธาของชาวย่างกุ้ง

ที่นี่บูชาพระด้วยดอกสาละตามตำนานพระพุทธศาสนา

      ไหว้พระเสร็จแล้ว อิ่มบุญแล้ว หากท่านใดสนใจจะทำทานต่อก็ไม่ว่ากัน เพราะเมื่อเดินออกจากวัดแล้ว บริเวณลานด้านหน้ามีแม่ค้าขายอาหารนกพร้อมกับนกพิราบฝูงใหญ่ที่รอผู้ใจบุญโปรยอาหารให้ งานนี้เราขอบายเพราะว่าทั้งกลิ่นและไรฝุ่นจากนก แต่แม่ค้าก็ยังคงขายอาหารนกได้เรื่อยๆครับ 
 คนเฝ้ารองเท้ากำลังปอกมะม่วงพันธุ์พื้นเมืองน่าทานเชียว
 องค์พระมหามุนีจำลองประจำวัดเจดีย์กะบ่าเอ
 ที่นี่แม้แต่วัยรุ่นก็เข้าวัดกัน แต่งกายเรียบร้อย
ฝูงนกกลุ่มใหญ่กำลังรอผู้ใจบุญมาโปรยอาหาร

       ใกล้เที่ยงเต็มทีท้องก็เริ่มหิว คนขับอาสาพาไปทานร้านอาหารพม่าแบบพื้นเมืองแห่งหนึ่ง ร้านนี้เป็นร้านยอดนิยมของคนย่างกุ้งเลยทีเดียว คุณคนขับเค้าบรรยายสรรพคุณไว้อย่างดี ร้านตั้งอยู่ในถนนแคบๆ และมีน้ำท่วมขังจากฝนที่ตกหนัก เมื่อมาถึงหน้าร้านมีชื่อว่า Aunk Thuka ระหว่างที่จอดรถหน้าร้าน เราก็สังเกตว่าคนที่มาทานอาหารที่นี่ ล้วนแต่โดยสารรถราคาแพงๆ มาทานกัน ดังนั้นราคาต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
ร้านอาหารพื้นเมืองพม่าแต่ราคาไม่พื้นเมืองเลย

         เมื่อเข้าไปในร้านพวกเราก็พบว่าร้านนี้เป็นร้านข้าวแกงธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือปริมาณกับข้าวที่ใส่ลงภาชนะหม้อแขกนั้นมีประมาณร้อยหม้อ ราวกับว่าเป็นร้านข้าวแกงร้อยหม้อประมาณนั้น แน่นอนกับข้าวเป็นกับข้าวพื้นเมืองทั้งหมด แลเห็นน้ำมันข้นคลั่กอยู่ในอาหารทุกชนิด มื้อนี้พวกเราสั่งแกงกุ้งมาถึงสองถ้วย นอกจากนั้นก็สั่งแกงไก่ น้ำพริกผักจิ้ม ผัดผัก ปลาเผา รสชาติอาหารออกเปรี้ยวเค็มและมัน ไม่ค่อยมีรสหวาน พวกเราเลยต้องสั่งน้ำอัดลมเพื่อเติมความสดชื่นอีกที อาหารพม่านั้นมีเครื่องเคียงด้วย ลักษณะคล้ายใบเมี่ยงดอง และถั่วลิสง รวมไปถึงมันบดไว้ทานแก้เผ็ด สนนราคาอาหารมื้อนั้นรวมกันแล้วกว่า 29,000 จ๊าด ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

 เครื่องเคียงไว้ทานแก้เลี่ยนเป็นถั่วลิสงคั่วงากับใบเมี่ยงดอง
 โฉมหน้าข้าวแกงร้อยหม้อ อาหารเต็มไปด้วยน้ำมันเช่นเคย
 สำรับกับข้าวที่พวกเราสั่งมาทานกันเต็มโต๊ะ
 ด้านซ้ายคือแกงกุ้งของเค้าดีจริง ด้านขวาเป็นมันฝรั่งบดกับพริกแห้ง
ของหวานที่นี่เป็นน้ำตาลปี๊บไว้ทานเล่นหลังมื้ออาหาร 
 โฉมหน้าผัดผักเผ็ดน้ำมันท่วมจาน
ปลาทอดราดพริกรสเด็ด
โฉมหน้าน้ำอัดลมยี่ห้อพื้นเมืองยี่ห้อไม่คุ้นทั้งนั้น

ตอนต่อไปฟ้าครึ้มยามบ่ายพาเดินเล่นสวนสาธารณะกันดอจี ชมภัตตาคารลอยน้ำการะเวก และชมมหาเจดีย์ชเวดากองที่ยิ่งใหญ่