วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แบกเป้เที่ยวยอกยาการ์ต้า ชมพระราชวังสุลต่าน การทำผ้าบาติก วัดตามันสรี ก่อนโบกมือลาไปเมืองสุราบายา (Yogyakarta Citytour)

             และแล้ววันนี้คณะนักเดินทางแบกเป้เที่ยวอินโดนีเซียของเราก็กลับมาเป็นอิสระอีกครั้ง เมื่อเราไม่ได้จองทัวร์ใดๆทั้งสิ้นเลยตื่นสายได้ตามสบาย มีเวลาเก็บภาพยามสายตามชุมชนรอบๆ ที่พัก ได้เห็นบรรดาผู้ปกครองขี่รถมาส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนในตอนเช้า บรรดาแม่ค้าตั้งแผงขายอาหารเช้า ชีวิตผู้คนตามท้องถนนดูไม่เร่งรีบนัก ทริปของเราวันนี้เลยดูเรื่อยๆ เฉื่อยๆ แต่เราก็มีจุดมุ่งหมายของเราวันนี้หลังจากเช็คเอ๊าท์ออกจากที่พักและฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้เพื่อเข้าไปนั่งรถชมเมืองยอร์กยาการ์ต้าเสียหน่อย
รถเข็นขายอาหารยามเช้า

คุณยายขายขนมหวานยามเช้า

แม่ลูกผูกพันนั่งทานขนมแต่เช้า

            จุดแรกที่เราจะแวะเยี่ยมชมหลังจากนั่งรถแท็กซี่จากโรงแรมคือ วังสุลต่าน (Karaton) อยู่ใจกลางเมืองเป็นวังที่สุลต่านองค์แรกแห่งยอร์กยาการ์ต้าดำรัสให้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1755 คือ สุลต่านฮาเวงกูโวโนที่1 ออกแบบด้วยศิลปะชวาผสมกับยุโรป ไม่น่าเชื่อว่าอายุพระราชวังจะเลย 200 ปีมาแล้ว แต่ยังคงความงดงามและไม่ทรุดโทรมนัก จุดเด่นอยู่ที่ท้องพระโรงและโถงหน้าวังที่ดูโล่งเกินไปจนแทบจะไม่มีอะไรเลย แต่ที่นี่มีบริการไกด์พาชมนำเที่ยวบรรยายให้เราฟังด้วย เราให้ค่าทิปไกด์ในการบรรยายไป 20,000 รูเปียห์ ส่วนค่าเข้าชมสถานที่ที่นี่เขาเก็บคนละ 5,000 รูเปียห์ เวลาเปิดให้เข้าชม วันเสาร์-พฤหัสบดี 8.00-14.00 น. วันศุกร์ 8.00-13.00น.
พระราชวังสุลต่านข้างในโล่งมาก

ภาพวาดนูนต่ำบอกเล่าความเป็นมา

ศิลปะผสมระหว่างชวากับตะวันตก

หุ่นการแต่งกายแบบพื้นเมือง
จุดต่อไปไม่ไกลจากจุดแรกเดินต่อไปอีกนิดจะเป็นแหล่งชุมชนทำผ้าบาติก ที่นี่จะเป็นร้านขายผ้าบาติกมีทั้งชนิดที่เป็นภาพวาดไว้ขึงกับกรอบไม้ และผ้านุ่ง ผ้าปูโต๊ะหรือผ้าคลุมเตียงขนาดใหญ่ก็มีจำหน่าย และแน่นอนว่าถ้าชิ้นงานละเอียดมาเท่าไร และผ้าผืนใหญ่เท่าใด ราคาก็ย่อมแพงขึ้นไปมากเท่านั้น บางร้านมีกิจกรรมเขียนผ้าบาติกโชว์นักท่องเที่ยวซึ่งช่วยให้ร้านค้าดูมีชิวิตชีวาขึ้นเยอะเลย ซึ่งการทำผ้าบาติกนั้นจะมีขั้นตอนดังนี้
1.การออกแบบลวดลาย
           ก่อนปฎิบัติงานทุกครั้งควรมีการออกแบบลวดลายและกำหนดกลุ่มสีที่จะใช้ให้เหมาะสมกับชิ้นงาน
แล้วใช้ดินสอเขียนผ้าร่างลวดลายลงบนผ้าเตรียมไว้

2.การเขียนลวดลาย
            เป็นขั้นตอนสำคัญของการทำผ้าบาติก การเขียนเทียนที่ดีส่งผลให้ขั้นตองการลงสีสมบูรณ์ขึ้น
เทียนที่เขียนผ้าต้องซึมทะลุผ้าด้านหน้าและด้านหลังจึงจะสามารถกันสีย้อมได้
 
เรานำผ้าที่ร่างลวดลาย
ไว้แล้วนั้นมาขึงบนกรอบไม้แล้วใช้เครื่องมือเขียนเทียนตักน้ำเทียนเขียนลงบนผ้าตามลวดลายนั้น
จนเสร็จ (สำหรับผู้ที่มีความชำนาญก็ไม่จำเป็นต้องร่างลวดลายไว้ก่อน สามารถเขียนเทียนลงบนผ้าได้เลย)

3.การระบายสีลงบนผ้า
             ผสมสีย้อมเตรียมไว้แล้วใช้ภู่กันจุ่มสีระบายลงบนผ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้สีซึมเลอะไปในบริเวน
ที่ไม่ต้องการจะทำให้เกิดข้อบกพร่องในงานได้เมื่อสีที่ระบายแห้งสนิทดีแล้วจึงทาด้วยโซเดียมซิลิเกรต
ให้ทั่วผ้าทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง

4.การต้มละลายเทียน
             เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำผ้าบาติก โดยนำผ้าที่ทาเคลือบด้วยโซเดียมซิลิเกรตไปล้างน้ำ
ขณะล้างน้ำจะมีสีส่วนเกินจำนวนหนึ่งละลายออกมากับน้ำจึงต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำอยู่เสมอ ขยี้ผ้าเบาๆ
จนน้ำที่ซักผ้าใสไม่นำอ่างใส่น้ำพอประมาณตั้งไฟให้น้ำเดือดเติมผงซักฟอกและโซดาแอสเล็กน้อย
แล้วนำผ้าที่ล้างโซเดียมซิลิเกรตแล้วนั้นลงต้มเพื่อละลายเทียน จนเทียนละลายออกหมด
จึงนำมาซักน้ำจนผ้าสะอาดก็จะได้ผลงานผ้าบาติกเพ้นท์สีที่สวยงาม

ตัวอย่างภาพวาดบาติกชนิดขึงกรอบกับการสาธิตเขียนลายผ้าบาติก 

เขียนลายผ้าบาติกอย่างลงรายละเอียดยิบ

ที่นี่แหละสถานที่สาธิตวิธีทำผ้าบาติก 
ส่วนที่นี่เป็นร้านค้าผ้าบาติกแบบแนวๆ ขายฝรั่ง

ร้านนี้ขายผ้าบาติกแบบดั้งเดิมพื้นเมือง

                     เสร็จจากการชมการผลิตผ้าบาติกที่ราคาแตะไม่ลงเพราะเน้นขายชาวตะวันตกที่เม็ดเงินหนา เราเดินไปชมวัดฮินดูกันต่อที่ ตามันสรี  (Tamansari) เก็บค่าเข้าชมท่านละ 7,000 รูเปียห์ เป็นวัดฮินดูสไตล์บาหลี ทาด้วยสีขาวทั้งตึก ภายในมีสระน้ำไว้ชำระล้างกายก่อนประกอบศาสนกิจ แต่ปัจจุบันไม่ได้มีสถานะเป็นวัดแล้วแต่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแทนเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ที่นี่นับถือศาสนาอิสลาม ขณะเข้าชมวัดก็มีไกด์ท้องถิ่นพยายามที่จะนำเสนออธิบายประวัติความเป็นมาให้ฟัง แต่สังเกตดูแล้วน่าจะเป็นไกด์ผีที่คอยเอาทิปจากนักท่องเที่ยวเพราะไม่มีป้ายแสดงตนอะไรเลย เราต้องเดินหนีจนเขาเลิกที่จะเดินตามนั่นแหละ
วัดตามันสรี (Taman Sari) 
ไกด์ผีพยายามจะอธิบาย แต่ป้ายชื่อก็ไม่มี

แฟนคลับวัยรุ่นชาวย้อกยามาแล้ว แต่ละคนเปรี้ยวไม่เบา

สระน้ำสีเขียวมรกตนี่สวยงดงามจริงๆ 
ฐานน้ำพุ มีน้ำไหลออกมาแบบเอื่อยๆ 
ศิลปะปูนปั้นสไตล์ฮินดู

              ติดกับวัด Tamansari ยังมีเขตพระราชฐานเหมือนโรงละครเก่าแต่เปิดโล่งไม่มีคนเฝ้า พวกเราเลยได้อาศัยหลบร้อนนั่งพักให้ชื่นใจก่อนที่จะกลับไปทานข้าวกลางวันที่ไหนสักแห่ง แต่แถวนี้หน้าตาอาหารดูแล้วไม่น่าทานเลยขอนั่งรถแท็กซี่กลับไปทานที่ห้าง Matahari Mall ดีกว่า  อยากทานอาหารต่างชาติบ้างเมื่อถึงห้างพวกเราเลยมุ่งตรงไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นแล้วสั่งมาเป็นเซ็ททานกันให้อิ่มหนำ ก่อนปิดท้ายด้วยโดนัทของประเทศเพื่อนบ้านคือ J.Co นั่นเอง ในห้างนี้มีเสื้อผ้าบาติกสำเร็จรูปลดราคามากอยู่แต่รูปทรงออกเชยไม่ร่วมสมัยเลยไม่มีใครได้เสียเงินกันสักคน
ระหว่างทางกลับโรงแรมที่พัก 
เขตพระราชฐานที่พวกเราได้เข้าไปพักพิง
Matahari Mall ที่พึ่งยามต้องการหลบร้อน

อาหารญี่ปุ่นมื้ออร่อยก่อนไปสุราบายา 
ผ้าบาติกนำมาลดราคาพิเศษในห้าง 
ได้เวลาเดินทางกลับไปเก็บกระเป๋าอีกแล้ว

                อิ่มอร่อยแล้วก็เดินเล่นในห้างตากแอร์เย็นๆ ต่อจนได้เวลาบ่ายแก่ๆ ก็กลับไปเอาสัมภาระที่ได้ฝากกับทางโรงแรมไว้เพื่อหิ้วและลากทะลุตรอกใกล้ๆโรงแรมไปยังสถานีรถไฟของเมืองยอร์กยาการ์ต้า เตรียมตัวพร้อมขึ้นรถไฟสายยอร์กยาการ์ต้าไปยังจุดหมายปลายทางคือสถานี Surabaya Gubeng (SGU) ตามกำหนดหน้าตั๋วใช้เวลาเดินทางนาน 5 ชั่วโมง จะไปถึงที่หมายประมาณ 3ทุ่ม
กลับมายังสถานีรถไฟแห่งนี้อีกครั้ง 
ภายในชานชาลารอรถไฟ

          รถไฟที่จะนำทางพวกเราไปสู่เมืองสุราบายา นั้น ยังคงจอดนิ่งอยู่ที่ชานชาลาสภาพรถไฟไม่ได้โสภาสะอาดนัก ค่อนข้างเก่าใกล้เคียงกับรถไฟไทย ตู้โบกี้ที่เราขึ้นนั่งนั้นเป็นรถไฟชั้นสามแบบกินลมชมวิว เมื่อรถไม่ได้แล่นไปไหนดังนั้นอากาศบนตู้โดยสารจึงร้อนอบอ้าวมากๆ  โชคยังดีที่รถไฟอินโดนีเซียออกตรงเวลาไม่ล่าช้าเหมือนบางประเทศลมจึงพัดเข้าตู้ทันทีเมื่อรถออก
บรรยากาศภายในคล้ายรถไฟชั้นสามในไทย 
ตู้รถไฟขบวนที่จะพาเราสู่เมืองสุราบายา

            ระหว่างที่รถไฟแล่นซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงนั้น พวกเราได้พูดคุยกันเสียงดังแบบไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาฟังเราออกว่าพูดคุยกันเรื่องอะไร เพราะผู้โดยสารทั้งหมดเป็นคนพื้นที่ทั้งหมด ไม่มีชาวต่างชาติในรถสายนั้นเลย เมื่อเริ่มหมดเรื่องที่จะคุยก็นั่งคอพับสัปหงกไปเท่านั้นเอง จนรถไฟเทียบชานชาลาปลายทางทุกคนลงจากรถกันหมด เราก็ต้องอาศัยรถแท็กซี่ให้ไปส่งยังโรงแรมที่พักคือ Soerabaja Place Guesthouse ซึ่งพวกเราได้ใช้บริการ Prepaid taxi คือจ่ายก่อนไม่เจ็บตัวภายหลัง คำนวณตามระยะทาง แต่ราคาค่อนข้างแพง คือ 50,000 รูเปียห์ แท็กซี่เขาไม่รู้จักสถานที่ต้องบอกชื่อถนนคือ Jalan Jaksa หรือถนนยักษา
ล็อบบี้ของโรงแรมคล้ายห้องรับแขกในบ้าน 
ด้านหน้าโรงแรมที่พัก

โรงแรมหายากมากเพราะไม่มีป้ายไฟติดด้านหน้าแถมลักษณะยังเหมือนบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ๆที่มีรั้วรอบขอบชิด รถต้องวนหลายครั้งกว่าจะถึงที่หมาย พอถึงโรงแรมแล้วรีบเก็บข้าวของออกไปทานมื้อดึกก่อนที่ร้านจะปิด เพราะนี่ก็4ทุ่มกว่าแล้ว ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ที่สุดกำลังจะปิดตัวลง เมืองสุราบายาเริ่มกลายเป็นเมืองร้างทำให้เราต้องรีบกินและรีบเดินกลับที่พักเพราะตามท้องถนนไม่มีผู้คนแล้ว เมื่อกลับถึงห้องแล้วเรายังคงนั่งเล่นนั่งคุยต่อไปจนหนังตาปิดไปเอง


ตอนต่อไป แบกเป้เที่ยวสุราบายาแบบดมดม ขำขำ แค่ครึ่งวันก่อนกลับไปยังกรุงเทพฯ




 

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แบกเป้เที่ยวยอกยาการ์ต้า เมืองแห่งอารยธรรมฮินดูโบราณ ดื่มด่ำเถ้ากำมะถัน แอ่งธารเดือด ทะเลสาบ ที่ราบสูงเดียง (Dieng Plateau)

            หายหน้าหายตากันไปนานเรามาแบกเป้เที่ยวยอร์กยาการ์ต้ากันต่อ หลังจากที่เราได้จองทัวร์ที่ราบสูงเดียง (Dieng Plateau) ไปแล้วเมื่อเย็นวาน วันนี้พวกเราเลยต้องตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อให้ทันรถที่จะมารับเราตอน 7.30 น. เพราะระยะทางที่ไปนั้นไกลอยู่ ใช้เวลาเดินทางร่วมสามชั่วโมงดังนั้นคณะเราจึงต้องเติมพลังด้วยมื้อเช้าฟรีที่โรงแรมก่อน จากนั้นจึงค่อยนั่งรถตู้ที่มารับเราถึงหน้าโรงแรม โดยคณะทัวร์วันนี้มีเพื่อนร่วมทางอีกสองท่านเป็นคุณนายแหม่มเดินทางมาจากเมืองน้ำหอมมาท่องเที่ยวที่นี่
ยอดเขาที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาไฟเกือบทั้งนั้น

หมู่บ้านเดียงท่ามกลางสายหมอก

               ถนนหนทางที่จะมุ่งหน้าสู่ที่ราบสูงเดียงนั้นค่อนข้างคดเคี้ยว ตลอดสองข้างทางเขียวชอุ่มด้วยแปลงเกษตรที่อุดมสมบูรณ์จากดินภูเขาไฟนั่นเอง อันที่ราบสูงเดียงนั้นเป็นพื้นที่ลูกคลื่นสูง 2,000 กว่าเมตร จากระดับน้ำทะเล ห่างจากเมืองยอร์กยาการ์ต้าไปประมาณ 150 กิโลเมตร ห่างจากเมืองโวโนโซโบ (Wonosobo) ประมาณ 26 กิโลเมตร ภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาไฟที่ยังตื่นตัว และบริเวณนี้ใต้พื้นโลกยังคงคุกรุ่นเต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด แอ่งธารน้ำร้อน แอ่งควัน ทะเลสาบน้ำกรด และไอกำมะถันที่ยังคงพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่มีวันเหนื่อย ซึ่งแต่ละแห่งจะอยู่ไม่ไกลกันนักพอเดินถึงกันได้ ก่อนจะเข้าชมจะต้องเสียค่าผ่านทางของวนอุทยานโวโนโซโบก่อนคิดเป็นเงินต่อหัวประมาณ 3,000 รูเปียห์
หน้าตาบัตรผ่านทางเข้าชมวนอุทยานเดียง

เจ้าหน้าที่ประจำอุทยานหน้าตาขึงขังเอาเรื่องอยู่ 

            เมื่อรถตู้มาถึงยังที่หมายแรกนั่นคือกลุ่มวัดฮินดู Arjuna Complex เป็นวัดฮินดูโบราณที่สร้างขึ้นในเขตที่ราบสูง อากาศโดยรอบถือว่าเย็นใช้ได้เลยทีเดียวที่นี่จึงมีการทำปศุสัตว์เลี้ยงแกะและปลูกพืชผักเมืองหนาวไว้จำหน่าย คนขับรถให้เวลาพวกเราที่นี่ประมาณชั่วโมงครึ่งให้เดินชมธรรมชาติให้ทั่ว บริเวณทางเข้ามีแผนผังให้ดูว่าบริเวณโดยรอบมีอะไรบ้าง
  
แผนภาพแสดงกลุ่มโบราณสถาน


แกะน้อยที่นี่น่ารักจริงๆ 
ทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์เช่นนี้เลี้ยงแกะเถอะ


บางตัวก็มีนิสัยชอบนอนตามปลักโคลน

          ว่ากันว่าโบราณสถานฮินดูที่พบบนที่ราบสูงเดียงน่าจะมีมากกว่า 400 แห่ง แต่ปัจจุบันมีเพียง 8 แห่งเท่านั้น ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่ ซึ่งนักโบราณคดีจะต้องขุดเถ้าถ่านลาวาภูเขาไฟออกเพื่อสำรวจและรักษาสภาพโบราณสถานนั้นๆ วัดอาร์จูนา (Arjuna Complex) เป็นหนึ่งในกลุ่มวัดฮินดูที่คงสภาพเดิมไว้ได้สมบูรณ์ที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น บริเวณใกล้กันยังมีวัด Puntadewa  วัด Srikandi วัด Sembadra


เนื่องจากเป็นวันธรรมดานักท่องเที่ยวจึงบางตา 
กลุ่มวัดอาร์จูน่าเรียงเป็นแถวยาว 
สถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับบาหลี

บางวัดก็คงเหลือแต่ฐาน


สัญลักษณ์ของวัดฮินดูให้ดูที่ประตูน่าเกรงขาม

หากสังเกตดีดีจะเห็นเทวรูปแกะสลักนะ

               ใกล้กันยังมีน้ำพุร้อน Sikidang ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร แต่พวกเราไม่ได้เดินไปเพราะเกรงว่าเวลาที่จะเดินไปกลับจะไม่พอกับที่รถได้นัดไว้ เลยไปซื้อมันฝรั่งทอดกินฆ่าเวลา พบว่ามันฝรั่งที่นี่รสชาติดีมากก็เค้าขุดขึ้นมาสดๆ แล้วก็ตากแห้งไม่กี่วันก็ลงกระทะทอดเลยความสดใหม่ของมันฝรั่งขอยกนิ้วให้เลยครับ

ร้านค้าในเขตอุทยานมีกาแฟและของว่างให้บริการด้วย

นี่เลยของอร่อย มันฝรั่งสดทอด

                ได้เวลาไปยังจุดหมายต่อไป เค้าพาพวกเราไปยังแอ่งเครเตอร์  (Crator) ซึ่งเป็นแอ่งโคลนเดือดและธารร้อนที่ไหลออกมาจากใต้ภิภพ ซึ่งในภาษาอินโดนีเซียเรียกว่า Kawah ทันทีที่ก้าวลงจากรถเราจะได้กลิ่นกำมะถันคละคลุ้งเหม็นตลบอบอวล แนะนำคนที่จะเดินทางมาเที่ยวที่นี่ระยะแรกให้ค่อยๆหายใจอย่าสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอด ไม่เช่นนั้นอาจสำลักควันกำมะถันได้

ป้ายเตือนภัยที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องอ่าน

เห็นควันไอร้อนจากบ่อโคลนเดือดอยู่ไหวไหว

เห็นควันพุ่งออกมาจากหลืบสีเหลืองนั่นไหม

      ตลอดทางเดินที่ขึ้นไปยังบ่อโคลนเดือดที่ใหญ่ที่สุดนั้นจะมีป้ายเตือนตลอดทางว่าอย่าเข้าใกล้ธารเดือดและแอ่งโคลนเดือดน้อยกว่าระยะ4 เมตร ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายได้ ตลอดทางยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาตามซอกหินที่เป็นรอยแตกต้องคอยอุดจมูกเป็นระยะ เมื่อเดินมาถึงบ่อโคลนเดือดพบว่ามีการเอาไม้ไผ่มากั้นไว้กันคนคิดสั้นจะกระโดดลงไปหรือคนที่เดินซุ่มซ่ามตกลงไป แนะนำให้ยืนถ่ายรูปเหนือลมเป็นดีที่สุด

นี่แหละเจ้าตัวการปล่อยกลิ่นกำมะถันฉุนๆ 
บ่อโคลนเดือดอย่าได้เผลอตกลงไปเชียวนะ

ยืนชมใกล้ได้แต่อย่าชิดขอบรั้วมากนัก

นี่ละเสียงกระซิบจากธรรมชาติใต้ภิภพ

ตลอดทางเดินจะมีทั้งควันและบ่อน้ำเดือดผุด แทรกมาตามร่องหิน


กลุ่มวัยรุ่นเล่นดนตรีด้านล่าง

           เมื่อเดินลงมาเบื้องล่างพบว่าที่นี่มีม้าให้เช่าขี่ชมทิวทัศน์โดยรอบด้วยแต่ขอไม่เอาดีกว่าราคาน่าจะสูงอยู่ เราขึ้นรถไปยังทะเลสาบน้ำกรดอันเป็นที่หมายต่อไปอยู่ไม่ไกลจากบ่อโคลนเดือดนัก ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า Telega Warnaซึ่งคำว่า Telega ในภาษาชวาแปลว่า ทะเลสาบซึ่งทะเลสาบกรดนี้น้ำจะมีสีสวยมากเป็นสีเขียวมรกตไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอาศัยอยู่ได้เนื่องจากมีสภาพเป็นกรด ที่นี่จะเสียค่าเข้าชมเพิ่มอีก 6,000 รูเปียห์นะ ทะเลสาบวาร์นาอยู่ห่างจากหมู่บ้านเดียงประมาณ 1.5 กิโลเมตร ทะเลสาบแห่งนี้มีทางเดินเท้ารายรอบกับมุมถ่ายรูปตามธรรมชาติที่แล้วแต่ใครจะสรรสร้าง ไม่แนะนำให้นั่งบนขอนไม้เพราะอาจร่วงตกน้ำได้ หากเดินเข้าไปลึกหน่อยก็จะเป็นที่ค่อนข้างเปลี่ยวแนะให้เดินเข้าไปเป็นกลุ่มจะดีกว่า
ทางเข้าอุทยานทะเลสาบ 
ทะเลสาบน้ำสีเขียวมรกตไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอาศัยอยู่

บรรยากาศร่มรื่นพอให้นั่งพักผ่อนได้

ไว้ต้อนรับผู้มาเยือน

       กว่าจะเสร็จสิ้น ทริปแบกเป้เที่ยวที่ราบสูงเดียงก็ปาเข้าไปถึงบ่ายสอง งานนี้ไม่มีพาไปทานมื้อกลางวันแต่พวกเราจะต้องห่อมาเองไม่มีใครรู้มาก่อนว่าเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวแบบไม่มีหยุด ในที่สุดก็ต้องแวะกินริมทางแบบกันหิวจนตาลาย สุดท้ายไม่พ้นเมนู Mie Ayam, Mie Goreng ทานจนหน้าตาจะเป็นหมี่ผัดอยู่แล้ว

แผนที่นำเที่ยวในกลุ่มอุทยานเดียง

ทะเลสาบสีเขียวในอีกด้านมุมหนึ่ง

หมดแรงแล้ว ขอเติมพลังด้วยก๋วยเตี๋ยวหน่อย
แม่ค้าบอกน้ำยังไม่เดือดสุดท้ายได้หมี่ผัดกับเต้าหู้ทอด

     จากที่ราบสูงเดียงใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงมาถึงใจกลางเมืองยอร์กยาการ์ต้าราว 5 โมงเย็น พวกเรานั่งหลับกันมาตลอดทางด้วยว่าเดินมากจนเพลียแถมนั่งรถไกลอีกด้วย สุดท้ายพวกเราก็ให้ทิปไกด์รวมไปกับคนขับรถประมาณ 40,000 รูเปียห์ เป็นสินน้ำใจในการให้บริการคราวนี้ แล้วรีบกลับมายังโรงแรมที่พักเพื่อต่อเน็ตจองห้องพักที่เมืองสุราบายา (Surabaya) ที่เราจะเข้าพักในคืนถัดไป ที่พักมีชื่อว่า Soerabaja Place Guesthouse คืนละ30U$ ดูรูปในเน็ตแล้วหน้าตาห้องพักใช้ได้เลยตัดสินใจจองกัน เลยได้เลือกร้านอาหารมื้อสุดหรูที่จะทานกันค่ำนี้ด้วย เป็นภัตตาคารอาหารชวาแบบฟิวชั่น ราคาสูงนิดแต่ก็น่าลิ้มลองไม่หยอก
Kesuma Restaurant บรรยากาศสุดฮิปน่านั่ง

                พวกเรานั่งรถแท็กซี่ไปที่ภัตตาคาร Kesuma Restaurant ตั้งอยู่บนถนน Mantrijeron3 อยู่ทางทิศใต้ของเมืองใช้เวลาในการหาร้านยากพอสมควร คนขับแท็กซี่เองก็ไม่รู้จักวนแล้ววนอีกกว่าจะเจอค่ามิเตอร์ก็พุ่งเข้าไปที่ 20,000 รูเปียห์ ร้านนี้ดำเนินกิจการโดยชาวตะวันตกมาได้ภรรยาชาวญี่ปุ่นแล้วพากันมาตั้งรกรากที่นี่ มีฝีมือและชื่นชอบในเรื่องการทำอาหารและคิดค้นเมนูใหม่ๆ ที่ดัดแปลงมาจากเมนูพื้นเมือง ตกแต่งร้านสไตล์ชวาเน้นงานไม้แลดูสวยงามกลมกลืนไปทั้งร้าน ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kesumarestaurant.com/

พอถึงร้านแล้วรีบเช็คอินแจ้งสถานที่ทันทีเลย

เครื่องดื่มมีทั้งชาร้อน น้ำตะใคร้ และน้ำส้มปั่น

หนังสือท่องเที่ยวก็มีไว้ให้บริการแขกที่มาทานที่ร้าน

             เครื่องดื่มที่ออกมาต้อนรับแขกเป็นน้ำขิงผสมตะไคร้รสชาติจัดจ้าน อาหารที่เราสั่งวันนี้มีปอเปี๊ยะ แกงหน้าตาคล้ายกัยแกงส้ม แกงกะหรี่ไก่น้ำขลุกขลิก ปลาผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์  และชุดข้าวไก่ทอดชวากับน้ำพริกผักต้ม จานสุดท้ายนี่ถือเป็นไฮไลท์ของร้านนี้เลย รสชาติอาหารโดยรวมออกมาไม่เผ็ด ออกจะติดหวานด้วยซ้ำ ปิดท้ายด้วยของหวานอย่างกล้วยหอมทอด และกล้วยเชื่อม ทั้งสองจานนี้จะเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลาและวิปครีม หน้าตาอาหารจึงออกเป็นแนวประยุกต์ผสมผสาน พร้อมกับราคาที่ค่อนข้างสูงทานกัน 3 คน 320,000 รูเปียห์ แต่หน้าตาของอาหารและความดีเลิศของวัตถุดิบนั้น เมื่อนำมาคิดกับราคานั้นถือว่าผ่านแทบจะคลานกับโรงแรมกันทีเดียว
ทานแค่สามคนแต่สั่งมาเต็มโต๊ะเลยจ้า

ชุดนี้เป็นปอเปี๊ยะทอดกับแก้งส้มสไตล์ชวา

ชุดนี้เป็นแกงกะหรี่ไก่กับปลาผัดใส่เม็ดมะม่วง

เซ็ทอาหารชุดมีข้าวกับไก่ทอดกะทิกับน้ำพริกผักต้ม

ปิดท้ายด้วยของหวานกล้วยทอดกับกล้วยเชื่อมทานกับไอศครีม


ตอนต่อไปแบกเป้เที่ยวยอร์กยาการ์ต้าแบบ City Tour ชมพระราชวังสุลต่าน การทำผ้าบาติก วัดตามันสรี ก่อนโบกมือลาไปเมืองสุราบายา