วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

หนาวนี้ที่เลห์ลาดั๊กห์ ตะลุยเมืองเลห์วันแรก เที่ยวแบบ One day pass, Hemis, Thiksay, Shey Palace

           

      นอนยังไม่เต็มอิ่มก็ต้องตื่นก่อนตีสี่ เพื่อเดินทางไปสนามบินอินทิราคานธี (Indhira Gandhi International Airport) อีกรอบ นั่งเครื่องของสายการบินแอร์อินเดียไปลงที่สนามบินเลห์ (Leh) เครื่องออกประมาณ 7 โมงเช้า ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง เขาใช้ลำเล็กบินพร้อมอาหารมื้อเล็กๆให้บริการ ความพิเศษของเที่ยวบินขาไปนี้คือ เมื่อเราบินผ่านเทือกเขาคาราโครัม (Karakoram) เหมือนกับว่าเทือกเขาเหล่านั้นมันอยู่ใกล้เรามาก ทั้งที่เราบินสูงแล้ว ทุกยอดเขามีหิมะปกคลุม ดูแล้วเหมือนก้อนน้ำตาลไอซิ่งมากๆ เมื่อกับตันได้ประกาศผ่านไมค์ว่า “ขณะนี้เรากำลังบินผ่านเทือกเขาบลา บลา บลา” ทำให้ทุกคนต่างนั่งชะโงกมองวิวที่หน้าต่างกันหมด ทั้งลำส่วนใหญ่เป็นคนอินเดีย
มองออกไปเหมือนภูเขาอยู่ใกล้เรามากเลยล่ะ

         พอเครื่องร่อนลงจอดที่สนามบินเลห์เท่านั้นแหละ อารมณ์มันเหมือนกับว่าร่อนลงจอดบนโลกพระจันทร์อย่างนั้นเลย เมืองอะไรไม่มีต้นไม้เลย แห้งแล้งมีแต่ก้อนกรวดกับเทือกเขา แถมเราได้เดินลงบันไดจากเครื่องด้วย สัมผัสแวบแรกคือลมหนาวเย็นยะเยือกและอากาศเบาบางมาก หลายคนยกโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่กันใหญ่เลย รวมไปถึงแก๊งเราด้วย

เรามากับแอร์อินเดียลำนี้จ้าเป็นเครื่องลำเล็กใช้บินภายในประเทศ

           สนามบินที่นี่มีชื่อเรียกยาวมาก เป็นภาษาลาดั๊ก (Ladhakki) ให้เราอ่านก็อ่านไม่ออก ชื่อเต็มคือ Kushok Bakula Rinpoche Terminal Leh เลยขอเรียกสั้นๆว่าสนามบินเลห์ก็แล้วกัน ที่นี่ติดป้ายเตือนเรื่องสุขภาพก่อนที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างให้ระวังโรค Altitude sickness หรือโรคแพ้ความสูงที่เกิดจากอากาศเบาบาง และความกดอากาศที่น้อยเกินไป อาจทำให้บางคนมีอาการไม่สบายในท้อง เวียนหัวและคลื่นไส้ ใจเต้นตูมตาม ให้ค่อยๆ เคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ เพราะจะเหนื่อยง่าย เราคนพื้นล่างจะไม่ชินกับสภาพแบบนี้ อยู่ไปสัก2วันอาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง ถ้าร่างกายปรับตัวได้
สนามบินเมืองเลห์ชื่อยาวมากๆ 
ลามะหนุ่มที่นี่ท่ายืนแกเท่ห์มากเลย 
ป้ายเตือนข้อควรปฏิบัติด้านสุขภาพขณะที่พักอยู่เมืองเลห์ 
สนามบินเล็กเลยมีช่องสายพานแค่นี้

       การหาที่พักในเมือง Leh นั้นหาไม่ยาก เพราะเราเดินทางมาเดือนเมษายน ยังไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของที่นี่ เลยไม่ได้จองล่วงหน้าไป แต่ถ้าช่วงที่อากาศดีที่สุดจะเป็นฤดูร้อนคือเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมที่พักจะเต็มไปหมด ถ้ามาช่วงนี้ต้องจองล่วงหน้านะจ๊ะ เราออกมาจากสนามบินก็มีโชเฟอร์เสนอตัวจะพาไปหาที่พักให้ ซึ่งโรงแรมในเมืองเลห์นั้นจะอยู่ใจกลางเมืองและรายรอบหุบเขาไปไม่ไกลนัก และเขาก็พามาส่งที่เกสต์เฮ้าส์เล็กๆ ที่หนึ่ง ห้องพักค่อนข้างใหญ่มีห้องน้ำในตัว มีฮีตเตอร์ให้บริการ ค่าที่พักคืนละ 1300 รูปี มีชื่อว่า Dolma Guesthouse 
อินดี้ระหว่างทางไปที่พักจ้า 
พี่เรย์คือผู้โชคดีที่ได้ให้บริการกลุ่มเราจ้า 
อาคารของ Dolma เกสท์เฮ้าส์ สไตล์ทิเบตน้อย 
ภายในห้องพักตกแต่งสวยงาม

คืนนี้เรานอนกันที่นี่นะ

        เอาข้าวของเหวี่ยงลงเตียงเสร็จก็ต้องออกเดินทางต่อกันแล้วเพราะเราได้มีนัดกับโชเฟอร์ ขอเรียกสั้นๆว่าพี่เรย์ก็แล้วกัน ให้มารับแล้วพาเที่ยวแบบ one-day tour ซึ่งก็ไม่เต็มวันแล้วล่ะ เพราะกว่าจะออกเดินทางกันก็เลยเที่ยงไปแล้ว หลังจากที่ฝากท้องกับร้านคุณป้าเสร็จ เราก็ออกรถกันไปเลย ซึ่งวันนี้เขาพาเราไปได้แค่3ที่ คือ Hemis Monastery, Thiksay Monastery , Shey Palace ซึ่งเป็นวัดและวังสถาปัตยกรรมแบบทิเบตที่เราจะได้พบเห็นทั่วไป ในราคาทัวร์เหมาจ่ายประมาณ 1800 รูปี
ร้านอาหารที่เราฝากท้องมื้อง่ายๆเที่ยงนี้ 
ต้นฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ก็ยังมีแต่ก้านแบบนี้แหละ 
ความสุขของหมาที่นี่คือการได้นอนผึ่งแดดคับ 

วัวที่นี่ก็มีอิสระเสรี เดินไปได้ทุกที่คับ

       พอล้อเริ่มหมุน รถแวนขนาดเล็กเริ่มวิ่งโขยกไปตามทางลาดลงเขาจากที่พักผ่านใจกลางเมือง แล้วเริ่มแล่นสู่นอกเมือง ถนนหนทางดีเป็นบางช่วง บางช่วงก็เหมือนกับโลกพระจันทร์ ทิวทัศน์สองข้างทางไม่มีต้นไม้เลย แห้งแล้งมากเราอดคิดไม่ได้ว่านี่เราอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นรึเปล่า พี่เรย์เค้าจะพาเราไปยังวัดที่ไกลที่สุดของวันนี้ก่อนคือ Hemis Monastery  


ขอตะลอนทัวร์อินดี้ต่อนะจ๊ะ 
ทิวทัศน์ระหว่างทางก่อนถึงวัดแรก


           วัดเฮมิส Hemis Monastery อยู่ห่างจากเมืองเลห์ประมาณ 37 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาขับประมาณชั่วโมงกว่าเพราะว่าเป็นทางขึ้นเขาที่ลาดชัน วัดเฮมิสเป็นศาสนสถานพุทธนิกายมหายานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแคว้นลาดักห์ มีพระสงฆ์อยู่จำวัดเป็นจำนวนมาก ข้างในมีขนาดใหญ่โตมาก มีอาคารหลายหลังไล่ไปตามชั้นเขา ต้องใช้ทั้งกำลังขาและบริหารปอดในการเดินขึ้นแต่ละก้าว บางทีเราอาจจะรู้สึกเหนื่อยได้ง่ายกว่าเดินขึ้นเขาในที่ราบ วัดในลาดักห์ส่วนใหญ่จะสร้างอยู่บนเขาให้สูงกว่าตัวเมืองทั่วไปเสมอ และทุกวัดจะมีธงมนตร์ หรือทังก้า (Thanka)แขวนอยู่ พร้อมกับกงล้อสวดมนต์ให้ออกแรงหมุนอยู่เสมอ โดยชาวทิเบตมีความเชื่อว่า หากได้หมุนกงล้อได้1รอบ เท่ากับว่าเราได้สวดมนต์ไปแล้ว 40000 จบ ซึ่งบางวัดมีกงล้อสวดมนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่าคนจริงเสียอีก จะหมุนได้1รอบเราก็ต้องวิ่งวนไปตามกงล้อด้วย
กงล้อสวดมนต์ขนาดยักษ์ที่ต้องอาศัยแรงในการหมุน 
ที่จอดรถของทุกวัดมักจะอยู่ด้านล่าง ทุกคนต้องเดินไต่ต่อไปนะ 
พี่เรย์เค้าจะรอพวกเราข้างล่างนี่แหละ 
ประวัติความเป็นมาของวัดเฮมิส 

สำนักสงฆ์ที่ใหญ่โตนี้มีอาคารเรียนด้วยนะ 
เสาธงที่นี่สูงมากจริงๆ 
ลวดลายตามช่องสวยจริงๆ 
ลามะหนุ่มเหลือน้อยทำกิจกรรมแก้หนาว 

พระสงฆ์ที่นี่มีจำนวนมากเพราะเป็นโรงเรียนด้วย 
บ้านเรือนที่นี่หน้าตาจะคล้ายกันหมด 
ภาพวาดสวยงามบนถนน
ถ้าไม่มีแรงหมุนกงล้อใหญ่ มาหมุนตัวเล็กก็ได้บุญเหมือนกัน

          รถวิ่งลงจากเขากลับไปยังเส้นทางเดิมที่ผ่านมา วันนี้แดดแรงก็จริงแต่ข้างนอกยังคงหนาวมาก อุณหภูมิเลขตัวเดียวแน่นอน จนมาถึงวัดที่สองที่ทาตัวอาคารด้วยสีขาวแบบทิเบต มองเห็นจากด้านล่างอย่างชัดเจน วัดทิกเซย์ (Thiksay Monastery) น่าจะเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของที่นี่แล้วล่ะ ที่นี่เป็นทั้งสำนักสงฆ์ โรงเรียน และที่สำคัญภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรยองค์โตมาก สูงประมาณ15 เมตร จนที่นี่ต้องทำอุโบสถสองชั้น ไม่รู้ว่าจะต้องถ่ายรูปองค์ท่านยังไงให้เห็นทั้งองค์ จนปัญญาจริงๆ ด้วยความที่เป็นวัดที่ใหญ่โตมากจึงต้องเดินขึ้นเนินมาก เราแนะนำให้มือใหม่ค่อยๆเดินขึ้นไปเก็บภาพชมความงามที่ละชั้นจะดีกว่า พักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยเดินขึ้นชั้นต่อไป

มองจากวัดทิกเซย์ลงไปมีนาขั้นบันไดด้วย 
สถานพยาบาลและร้านขายยาประจำวัด 
กุฏิสงฆ์และอาคารของวัดทิกเซย์

สถูปและกงล้อที่วัดนี้สวยงามไม่แพ้วัดที่แล้วเลย 
สิ่งที่โดดเด่นกว่าคือภาพจิตรกรรมฝาผนังในสภาพสมบูรณ์ 
อาคารวัดทิกเซย์ 
ภายในอุโบสถนี้มีพระศรีอริยเมตไตรยประดิษฐานอยู่ 
ความงดงามของพระศรีอริยเมตไตรยที่ถ่ายมาได้แค่ครึ่งองค์

ภาพวาดแบบพุทธนิกายวัชรญาณ 
ภาพท่านลามะที่ชาวลาดักห์ให้ความเคารพ 
ความแห้งแล้งของแอ่งที่ราบหลังเทือกเขา 
สถูปทั้งสามท่ามกลางลมพัดตึง 

        และก็ถึงที่สุดท้ายของวันนี้ พวกเราในสภาพที่ขาเริ่มล้าเต็มที พ่อเรย์พาพวกเรามายังพระราชวังเชย์ (Shey Palace) ที่แต่ก่อนเคยเป็นพระราชวังหลวง อยู่ห่างจากเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1650 โดย พระเจ้า Deldan Namgyel มีเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่นี่ รอกจากนี้ภายในวัดที่อยู่ในเขตพระราชวังนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระศากยมุณีอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่อุโบสถปิด เพราะพวกเรามาเย็นเกินไป งานนี้เลยอดอีกแล้ว ขอเก็บภาพแสงสุดท้ายของวันและแนวธงมนต์ที่ยาวเป็นสายต้องลมยามลมหนาวพัดก่อนกลับละกัน
ประวัติความเป็นมาของพระราชวังเชย์ 
บริเวณลานก่อนขึ้นพระราชวัง 
ทุกวันนี้เรายังแปลกใจว่าเค้าตะกายขึ้นไปสร้างพระราชวังกันได้อย่างไร 
มุมที่ทุกคนไม่ควรพลาดในการถ่ายรูปนะจ๊ะ 

พระราชวังเชย์ปัจจุบันไม่มีสีทาอื่นๆ หลงเหลืออยู่แล้ว 
กลุ่มสถูปที่อยู่เหนือพระราชวังขึ้นไป 
กลุ่มธงมนต์ หรือทังก้ายามต้องลม 
ธงมนต์ยามต้องแสงสุดท้ายของวัน


กลุ่มสถูปสีขาวบนยอดเขา

      พวกเรากลับมาถึงที่พักก็มืดค่ำพอดี จะให้ออกไปเดินตลาดเย็นก็ไปไม่ไหว ร่างกายยังปรับตัวไม่ได้ เย็นนี้เลยต้องฝากท้องไว้กับร้าน Lamayuru ร้านอาหารนานาชาติใกล้ที่พักไปก่อน พรุ่งนี้คณะเราจะต้องซื้อทัวร์เพื่อเดินทางไปยังหุบเขานูบรา (Nubra Valley) ซึ่งจะต้องค้างคืน 1คืน ในราคาเหมาจ่ายคันละประมาณ 12000 รูปี 
ร้านนี้ทำกาแฟและขนมปังอร่อย 
อาหารนานาชาติ อาหารฝรั่งต้องร้านนี้ แต่ห้ามสั่งอาหารไทยนะ
อาหารทิเบตมื้อแรกของที่นี่คือ Tukpa ก๋วยเตี๋ยวน้ำแบบจืดๆ กินกับชาเนยจามรี










วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หนาวนี้ที่เลห์ลาดั๊กห์ (Juleh! Welcome to Leh) เที่ยวเลห์ เตรียมตัวให้พร้อมก่อนพิชิตหลังคาโลก แวะเที่ยวเดลลีก่อน1วัน ( Qutub Minar Dehli)

Calling from Leh!  Calling from Leh!

อะไรนะ จะไปเที่ยวเลห์ลาดั๊กห์กันเหรอ แล้วที่นั่นมีอะไรน่าเที่ยวล่ะ นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและทิวทัศน์ที่งดงามแล้ว เพื่อนสาวร่างท้วมของชั้นได้บรรยายถึงดอกไม้ใบหญ้าที่อาจจะพร้อมใจกันผลิบานในช่วงนั้น หิมะที่ยังละลายไม่หมด รวมไปถึงวัดแบบทิเบตที่พบเจอได้ทั่วไป เพียงแค่นั้นฉันก็หูผึ่งอยากขอติดตามไปด้วยทันที 
ดอกApricot บานที่ Nubra Valley 
ทะเลสาบปานกองแสนงดงาม

ช่วงสงกรานต์เป็นเวลาที่ช่างเหมาะแก่การไปเที่ยวแบบยาวๆของมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามากๆ การเที่ยวที่หนาวๆเพื่อหลีกหนีอากาศร้อนๆในบ้านเรามักเกิดขึ้นเสมอ เพื่อนฉันสามารถหาตั๋ว กรุงเทพฯ-เดลลี, เดลลี-เลห์ (BKK-Delhi-Leh, Leh-Dehli-BKK)แบบไปกลับ4ขาได้ ในราคาเพียง 13,500 บาท จากสายการบินแอร์อินเดีย (Air India)ได้ พวกเราทุกคนพร้อมใจกันจองก่อนที่ราคามันจะขยับขึ้นไปไกล เพราะถ้าบินสายการบินในประเทศในช่วงนี้ราคาจะแพงหูฉี่เลยทีเดียว
จองตั๋วเครื่องบินได้แล้วก็พร้อมเดินทางกันเลยจ้า 
ตั๋วบินแบบสองขาจะต้องพิมพ์ออกมาสองใบนะจ๊ะ



ไปเที่ยวอินเดียทุกครั้งนอกจากจะต้องจองตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรมล่วงหน้าแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะขอวีซ่าอินเดียกันด้วยนะ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ทำได้สบายโดยทำกับบริษัทที่รับทำวีซ่าตึกย่านอโศก ค่าทำวีซ่าอยู่ที่ 2250 บาท รวมค่าส่งตัวเล่มหนังสือเดินทางแล้ว และการเดินทางไปเมืองเลห์ไม่จำเป็นต้องระบุอะไรพิเศษในแบบฟอร์มขอวีซ่า

                การเดินทางขึ้นที่สูงทุกครั้ง ทุกคนมักจะมีปัญหาเรื่องความกดอากาศเนื่องจากเราใช้ชีวิตอยู่กับพื้นล่างมานาน การขึ้นที่สูงกว่า 3,000 เมตรแบบทันที ร่างกายต้องการการปรับตัวก่อนซึ่งถ้าไม่กินยาปรับความดันไปก่อนก็ต้องยึดหลักให้ร่างกายเคลื่อนไหวให้ช้าลง อย่ารีบเดินหรือลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป โดยอาการเบื้องต้นของโรคแพ้ความสูง (High Altitude Sickness) เบื้องต้นที่พบคือใจจะสั่นชีพจรเต้นแรงและเร็ว บางคนอาจเวียนหัวปวดหัวหรือคลื่นไส้ได้ แต่อาการเหล่านี้จะหมดไปถ้าอยู่ที่นั่นหลายวันแล้วจนร่างกายปรับตัวจนชิน ที่สำคัญไปถึงวันแรกห้ามนอนพักเด็ดขาดให้พยายามเดินเข้าไว้
ข้อปฏิบัติตัวเมื่อเดินทางขึ้นที่สูงที่ต้องระวังไว้

     และอย่าลืมเตรียมเสื้อกันหนาว ชุดชั้นในลองจอนและผ้าพันคอหรือผ้าคลุมไหล่ให้พร้อมด้วย ถุงเท้าหนาๆและรองเท้าหนาก็ช่วยได้มาก เพราะที่เมืองเลห์ลมค่อนข้างแรง และช่วงเดือนเมษายน อุณหภูมิช่วงเช้ายังติดลบอยู่และตอนกลางวันก็ยังคงเป็นเลขตัวเดียว อย่าลืมถุงมือและหมวกด้วยนะจ๊ะ มันช่วยได้เยอะเลย บางโรงแรมที่เมืองเลห์ไฟฟ้าเดินเป็นเวลา ดังนั้นฮีทเตอร์จะไม่ได้ร้อนทั้งคืน ซึ่งตื่นมาตอนเช้าจะหนาวมากๆ
การเดินทางบางตอนมีหิมะ ดังนั้นแว่นกันแดดกับรองเท้าบู๊ตก็จำเป็น

                เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ถึงเวลาเตรียมตัวขึ้นเครื่องกันได้แล้ว ด้วยไฟลท์ที่เราออกเดินทางของแอร์อินเดียเป็นไฟลท์เช้า เดินทางประมาณ 9 โมงเช้า ต้องไปถึงสนามบินก่อนเวลาใช้เวลาบิน สี่ชั่วโมงครึ่ง ไปถึงที่นั่นก็จะประมาณเที่ยงๆ เครื่องบินใช้ลำใหญ่ประมาณ 300 ที่นั่ง หลับไปตื่นนึงก็ถึงสนามบินอินทิราคานธีโดยสวัสดิภาพ
สามแซ่บพร้อมเดินทางแล้วค่ะ อีกหนึ่งหนุ่มแยกไปนั่งอีกที่ 
แอร์อินเดียพร้อมเสิร์ฟความบันเทิงตลอดการเดินทาง 
บินลำใหญ่ที่นั่งกว้างขวางตลอด4ชั่วโมงเต็ม 
อาหารเสริ์ฟมื้อเช้าเป็นไข่ม้วนกับขนมปังครัวซองต์จ้า 
เอกลักษณ์ของสนามบินกรุงเดลลีคือเจ้าสัญลักษณ์มือนี่แหละ

         พอก้าวออกจากสนามบินกรุงเดลลี สิ่งแรกที่เราต้องเจอคือ เหล่ารถแท็กซี่มารุมล้อมราวกับว่าเราเป็นซุปตาร์อะไรปานนั้น แต่ละคนแย่งกันมาเสนอราคาไม่ต้องห่วง แค่เราเดินหนีราคาค่ารถแท็กซี่ก็จะถูกลงเรื่อยๆๆ จนได้ราคาที่จะไปส่งเราที่โรงแรมแบบกดมิเตอร์ โดยโรงแรมที่เราพักมีชื่อว่า  Suncourt Hotel Yatri อยู่ย่าน Karol Bagh ใจกลางกรุงนิวเดลลี ค่าห้องพักคืนละ 1300 บาทโดยประมาณ ท่ามกลางรถราที่ติดขัดแสนสาหัสในบ่ายวันอังคาร แม่เจ้าใช้เวลาบนท้องถนนกว่าชั่วโมงครึ่งจึงถึงที่พัก มาพร้อมกับความหิว เหวี่ยงกระเป๋าเสร็จก็ออกไปหาของกินยามบ่ายเลย ร้านอยู่ติดกับโรงแรมมีชื่อว่า J P Chicken Corner สั่งข้าวหมกกับไก่Tikka และไก่ทันดูรีมากินซะเต็มคราบเลย
สัมภาระพวกเราเยอะจนต้องวางบนหลังคาเลยค่ะ 
เป็นอาหารอินเดียตอนเหนือที่อร่อยมากๆ 
 ไก่ย่างมาครบทั้งสองสูตร มีปลาทอดและข้าวหมกด้วย
โฉมหน้าของร้าน JP Chicken จ้า

เรานั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Karol Baghไปยังสถานี กุตับ มินาร์ (Qutab Minar) ไกลจากโบราณสถานประมาณ 1กิโลเมตร เราต้องนั่งรถตุ๊กๆไปลงที่กุตับมินาร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 50 รูปี เมื่อถึงแล้วให้เดินข้ามถนนกลับมาซื้อตั๋วเข้าชมในราคาสมาชิก BIMSTEC นั่นคือ 10 รูปี เหมือนกับสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังตามที่ต่างๆ โบราณสถาน Qutab Complex เป็นการเข้ามาของวัฒนธรรมอิสลามในยุคตอนต้น เป็นที่ตั้งของหอสูงกุตับมินาร์ Qutab Minar ซึ่งในสมัยค.ศ. 1200 ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงมาก เด่นที่สุดในกรุงเดลี สร้างในสมัยสุลต่าน Qutab-ud-din-Aibak ซึ่งเป็นผู้นำชาวมุสลิมที่เข้ามายึดครองอินเดียในยุคแรก
ป้ายทางเข้า Qutub Minar 
สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามคือหลังคายอดโดม 
สตรองกันให้เต็มที่กับศิลปะแบบโมกุล 
หอสูงที่ปัจจุบันห้ามคนขึ้นไปแล้ว

หอคอยโบราณนี้สร้างขึ้นด้วยหินทรายสีแดงสูง 72.5 เมตร ฐานล่างกว้างและค่อยแคบลงจนถึงจุดสูงสุด ตรงกลางเป็นโพรงมีบันไดเวียนขึ้นไปชั้นบน แต่ก่อนเปิดให้เข้าชม ต่อมามักมีคนไปกระโดดหอเพื่อฆ่าตัวตายบ่อยครั้งเข้า เขาก็เลยปิดไม่ให้ขึ้นไปโดยปริยาย  ใกล้กันกับหอคอยกุตับมินาร์ ยังมีหอคอยอีกแห่งที่สร้างไม่เสร็จ คงเหลือแต่ซากปรักหักพังคงไว้ที่ฐาน
สาวๆอินเดียในชุดส่าหรีสีสันสดใส 
กลุ่มโบราณสถานที่เป็นสุสานของที่นี่ 

จุดนี้เป็นกลุ่มโบราณสถานที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ

                รอบๆหอคอยยังคงมีซากปรักหักพังของมัสยิดหลังแรกของอินเดียที่มีชื่อว่า Quwwatul-Islam Masjid ซึ่งสร้างขึ้นก่อนหอคอยกุตับมินาร์เสียอีก มีลวดลายแกะสลักบนเสาและผนังที่น่าตื่นตาตื่นใจ บางส่วนก็ได้รับการบูรณะฟื้นฟูแล้ว เดินลึกเข้าไปในสุดเป็นที่ตั้งของสุสานมุสลิม ภายในมีแท่นหินอ่อนวางอยู่ คนอินเดียเมื่อเดินผ่านก็จะสักการบูชาด้วยการเอามือแตะหีบศพ แล้วกลับไปแตะหน้าผากตนเอง

เสาแกะสลักที่ยิ่งใหญ่และงดงาม

            โบราณสถาน Qutab Complex นั้นกว้างใหญ่มาก หากจะเดินให้ทั่วจริงๆ คุณจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพราะมีจุดให้แวะชมแวะถ่ายรูปเยอะมาก เยอะจนทำให้เราต้องตัดรายการท่องเที่ยวบางรายการออกไป เอาเป็นว่าพวกเราได้ชมพระอาทิตย์ตกดินกันที่นี่เลย ก่อนที่จะนั่งรถแท็กซี่กลับไปที่สถานีรถไฟฟ้าเพื่อนั่งรถกลับไปยังโรงแรม Suncourt Hotel Yatri เพื่อพักผ่อนก่อนที่จะต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปสนามบินอินทิราคานธี เพื่อนั่งเครื่องไปเมืองเลห์
บนรถไฟฟ้ากรุงเดลลียามคนเลิกงานคนแน่นเนืองนอง 
สถานีรถไฟฟ้าที่นี่กว้างขวางแต่ยังล้าสมัยหลายจุดเลย
โรงแรมที่เรานอนพักคืนแรก
บรรยากาศภายในห้องพักแอร์เย็นฉ่ำ 
บริเวณหน้าล้อบบี้โรงแรม

พรุ่งนี้แล้วสิเราจะได้เดินทางไปเปิดหูเปิดตาเมืองเลห์ พิชิตอาการแพ้ความสูงกันครับ จะรอดหรือไม่รอดติดตามตอนต่อไปกัน