วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แบกเป้เที่ยวฟิลิปปินส์ตอนที่8 Ermita & Malate Church ณ ที่แห่งนี้ ความรักตราตรึงหัวใจสองคนไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย

                ในศาสนาคริสต์นั้น การให้ความรักแก่กันและกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังนั้นในพิธีแต่งงานซึ่งถือเป็นการประกาศความรักและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจนชั่วฟ้าดินสลายนั้นจึงเป็นสิ่งที่ชาวคาทอลิกให้ความสำคัญมากที่สุด
เราแวะจอดที่เพิงร้านค้าแวะซื้อชามะนาวเติมพลังซักหน่อยแล้วเปิดแผนที่ดูต่อ เพื่อจะเดินทางสู่ย่านแอเรอร์มิต้า (Ermita) คนพื้นเมืองออกเสียงลิ้นรัว ร เรือ อย่างแรง หากออกเสียง “เออร์มิต้า” แบบทั่วไป ชาวปินอยคงส่ายหัวฟังไม่รู้เรื่องแน่ๆ เราเดินข้ามถนนเส้นหลัก Roxas อีกแล้ว ถนนเส้นนี้มีความยาวมากๆ  พอข้ามไปก็เจอย่านที่ค่อนข้างหรู มีโรงแรมระดับสี่ดาวขึ้นไปและร้านรับแลกเงินมากมาย ย่านนี้มีโรงแรมและที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เดินอีกสักพักก็ถึงโบสถ์เออร์มิต้า (Ermita Church) ซึ่งสร้างอย่างเรียบง่ายภายในมิได้ตกแต่งหรูหราอลังการมากนัก เป็นสถาปัตยกรรมแบบใหม่ซึ่งทราบมาภายหลังว่าโครงสร้างแบบเดิมได้ถูกทำลายพินาศไปด้วยไฟสงครามโลกครั้งที่สอง  ในบริเวณโบสถ์มีโรงเรียนคาทอลิกที่สอนศาสนาด้วย
 Ermita Church
 ภายในโบสถ์ Ermita
โรงเรียนคาทอลิกสอนศาสนา

เราออกจากโบสถ์มายืนรอรถด้านหน้า มีรถจี๊ปนี่ย์วิ่งผ่านมากมาย ใช่ละเราอยากไปย่าน Malate อ่านว่า “มาลาเต้” ซึ่งย่านนี้จะอยู่ติดกับทางเดินริมอ่าวมะนิลา (Manila Bay)  เห็นแล้วรถจี๊ปคันนึงวิ่งมาด้านข้างรถเขียนแปะว่าไปมาลาเต้ กระโดดฉับขึ้นทันทีค่าโดยสารแสนถูก10เปโซเอง ถนนแคบๆเพียงสี่เลนรถเริ่มติดนิ่ง เคลื่อนตัวได้แบบช้ามากต้องเอาผ้าเช็ดหน้าอุดจมูกบ้าง คนในรถไม่มีใครอุดจมูกเลยแต่กลับรำพัดกันใหญ่ สักพักรถแล่นผ่านโบสถ์โบราณขนาดใหญ่ ผู้โดยสารบนรถทุกท่านต่างนำมือขวาแตะหน้าผากและแตะไหล่ซ้ายขวาพร้อมสวดพึมพำแบบได้ยินไม่ชัด ใช่แล้วที่นี่ต้องเป็นโบสถ์ใหญ่ที่สำคัญแน่ๆ พลางนึกถึงคนไทยที่เมื่อรถแล่นผ่านวัดใหญ่ๆจะต้องพนมมือไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครอง เรากดออดแล้วลงจากรถทันที เราเดินข้ามถนนเห็นรถเก๋งคันสีขาวจอดใกล้ประตูทางเข้าพร้อมกับมีช่อดอกไม้ประดับบนฝากระโปรงรถ ใช่แล้วภายในโบสถ์ต้องมีพิธีแต่งงานจัดขึ้นเป็นแน่ นักแบกเป้จอมสอดรู้สอดเห็นอย่างเราจะพลาดได้อย่างไรว่าแล้วก็เดินเข้าประตูหน้าโบสถ์ไปทันที

ท้องถนนหน้าโบสถ์มาลาเต้เห็นรถแต่งงานจอดเด่นอยู่คันเดียว
Malate Church

 ประวัติความเป็นมาแปลเอาเองนะครับ
 ข้างโบสถ์มีอาคารสำนักงานทางศาสนาด้วย
 รูปปั้นปิเอต้าเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสงครามโลกครั้งที่สองอีกแล้ว
 ด้านข้างของโบสถ์มาลาเต้
ประตูทางเข้าข้างโบสถ์

โบสถ์มาลาเต้ (Malate Church) แห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1588 ใช่แล้วสร้างขึ้นในยุดอาณานิคมสเปน แต่แล้วก็ถูกทำลายด้วยภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ.1863 จนต้องสร้างใหม่ทั้งหลัง รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่ภาพถ่ายป้ายครับ แว่วเสียงเปียโนและเสียงร้องเพลงดังมาจากในโบสถ์ เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปก็พบคู่บ่าวสาวยืนถ่ายรูปกับแขกเหรื่ออยู่ด้านหน้า พิธีกรกล่าวอะไรบางอย่าง ถึงแม้แขกรับเชิญจะไม่มากนัก พิธีการจึงดูอบอุ่นส่วนแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างเราที่อาจหาญเข้าไปถ่ายรูปภายในก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรอยยิ้มของแขกผู้ร่วมงาน บาทหลวงยกมือขวาสัมผัสกับสาธุชนแล้วกล่าวให้พร คล้ายกับ Give me five เลย เด็กสาวๆในงานล้วนสวมชุดเดรสน่ารักบนศรีษะสวมมงกุฎดอกส้มตามความเชื่อของคาทอลิก ส่วนแขกผู้ชายทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะสวมเสื้อพื้นเมืองที่ทอจากใยสับปะรดทับเสื้อเชิ้ตขาวด้านในอีกครั้งเป็นฟอร์มสุภาพเรียกว่าชุด "บารอง ตากาล็อก"  (Barong Tagalog) ทราบมาภายหลังว่าเสื้อผ้าใยสับปะรด (La Pinya) นี่ราคาแพงหูฉี่ ตัวหนึ่งคิดเป็นเงินไทยประมาณ3พันบาท จึงมีไว้สวมใส่เฉพาะงานบางเทศกาลเท่านั้น
 บาทหลวงแตะมือกับแขกผู้มาร่วมงานทุกคนเพื่อให้พร
 ชายผู้ร่วมงานจะสวมใส่เสื้อที่ทอจากผ้าใยสับปะรด
แม้แต่เด็กน้อยก็ยังสวมใส่เสื้อใยสัปปะรด (La Pinya)

สาวน้อยสวมมงกุฎดอกส้มในพิธีแต่งงาน

บ่าวสาวหน้าตาเจือด้วยรอยยิ้ม นี่คงเป็น วันที่มีความสุขที่สุดของพวกเค้าทั้งสองคน แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่เท่านั้น การประคับประคองชีวิตคู่ให้อยู่ตลอดรอดฝั่งจนแก่เฒ่านั่นสิสำคัญยิ่งกว่า หากความใคร่ความเสน่หาหมดสิ้นลงตามวัยแล้ว แล้วยังขาดความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว ชีวิตคู่คงไปไม่รอด อย่างไรผู้เขียนก็ขออวยพรให้ทั้งคู่รักกันไปนานๆตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย (มิใช่เป็นอย่างในหนังนะ)
แม้แขกในงานจะไม่เยอะแต่ก็เป็นงานแต่งงานที่อบอุ่น
ยืนถ่ายรูปหมู่กันเป็นที่ระลึก
 พิธีกรและนักร้องต่างประสานงานกันเป็นอย่างดี
 ดูจากเค้าหน้า น่าจะเป็นญาติฝ่ายเจ้าสาว 
เรามิอาจรอให้ถึงพิธีโยนดอกไม้และมงกุฎดอกส้มเพื่อหาเจ้าสาวคนต่อไปได้ เราต้องเดินทางต่อไป เมื่อเดินข้ามประตูโบสถ์มาเท่านั้นแหละเราก็ต้องพบกับความเป็นจริงบนโลกใบนี้อีกครั้ง หลังจากที่ตกอยู่ในภวังค์แห่งบรรยากาศความรักไปชั่วขณะ ด้วยภาพของคนไร้บ้านนั่งอยู่รายรอบผิดกับสังคมหรูหราข้างใน ความเหลื่อมล้ำในสังคมมีให้เห็นทั่วไปในประเทศฟิลิปปินส์
ลานหน้าโบสถ์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวปินอยบางกลุ่ม

ตอนต่อไปจะพาทุกท่านเดินกินลมชมวิวทอดอารมณ์ติสท์ริมอ่าวมะนิลา (Manila Bay) กันนะครับ

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แบกเป้เที่ยวฟิลิปปินส์ตอนที่7 Rizal Park สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มายาวนาน

                ก็ได้แต่สัญญากับตัวเองว่าจะตื่นแต่เช้าเพื่อไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ Rizal Park แต่เหตุไฉนกว่าจะตื่นก็แปดโมง นี่แหละหนาไม่มีสัจจะว่าตื่นเช้าในหมู่คนแบกเป้ เพราะนี่คือการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์อย่างอิสระเสรี  ไม่เช่นนั้นเราคงไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ได้หลายที่แล้ว ก็เพราะหลักสูตร 5-6-7 กับ 6-7-8 (ไม่ใช่สูตรปุ๋ยผสมนะ) นี่แหละที่เราไม่สามารถปฏิบัติตามได้ (การตื่นแต่เช้าแล้วทานข้าวเช้าจนถึงออกจากโรงแรมอย่างเร่งรีบ) มันช่างทรมานเหลือเกินสำหรับการทำตามสูตรที่ว่านั่น เชอะมิได้แอ้มฉันหรอก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
                เราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงไปสั่งอาหารและจ่ายเงินที่ล็อบบี้ วันนี้เราสั่งข้าวหมูทอดกับไข่ดาว ในราคา65เปโซ จานนี้อร่อยกว่าจานปลาทอดมากๆ เราหยอดซอสพริกลงบนหมูทอดที่เค้าหั่นเป็นริ้วแล้วชุบน้ำผึ้งมาก่อนทอด ทำให้มีรสหวานมัน และเรากินแกล้มกับพริกชี้ฟ้าแห้งซึ่งสามารถหยิบได้ที่เคาน์เตอร์เครื่องปรุง บรรดาชาวปินอยและชาวจีนกับชาวญี่ปุ่นที่มานอนที่นี่มองเราเป็นตาเดียวก็เห็นเราเล่นหยิบพริกมาทั้งกำเต็มจาน กะเหรี่ยงตกดอยมาจากไหนกันหว่าถึงกินพริกได้เยอะขนาดนี้
ข้าวหมูทอดหมักน้ำผึ้งพร้อมไข่ดาว อาหารเช้าตำรับปินอยแท้ๆ

                กว่าจะเยื้องย่างออกจากที่พักได้ก็เก้าโมงครึ่ง เราเดินไปรอขึ้นรถจี๊ปนี่ย์เหมือนเดิม วันนี้วันศุกร์แล้วนี่  ระหว่างการเดินทอดน่องครั้งนี้เราได้สังเกตว่าตึกโทรมๆที่เราเดินผ่านคราวแรกมันคือคาสิโนนั่นเอง เป็นบ่อนที่มีการ์ดคุมอย่างแน่นหนา มีนักเสี่ยงโชคเดินเข้าไปเรื่อยๆ ประเทศฟิลิปปินส์การพนันการเล่นล็อตโต้เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะล็อตโต้นั้นออกรายวัน วันละหลายครั้งเลยทีเดียว ประชาชนจึงถูกมอมเมาไม่รู้ตัว เราเลือกขึ้นรถจี๊ปนี่ย์ที่ด้านข้างรถเขียนป้ายว่า LRT EDSA เรามั่นใจว่ารถจะต้องแล่นผ่านสี่แยก เอ็ดซ่าแน่นอน และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ รถจอดตรงสี่แยกแล้วเราจ่ายเงิน 10เปโซ เราเดินข้ามถนนเหมือนเดิมขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี EDSA ตอนที่เราอยู่บนสะพานลอยนั้น เหลียวซ้ายแลขวาเห็นคนเดินไม่เยอะ จึงลืมคำสอนของเจ้าหน้าที่โรงแรมไปหมดสิ้นเรื่องการหยิบกล้องใหญ่มาถ่าย เรารวบรวมความกล้าแล้วก็ถ่ายแชะ แชะ แหมบรรยากาศช่างเหมือนห้างย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ บ้านเราเลย มีโรงแรมและห้างสรรพสินค้ารายรอบสี่แยกเลย เราขึ้นไปรอรถนานอยู่ อากาศอบอ้าวเหงื่อไหลโชก หลายคนควักพัดขึ้นมาพัดใหญ่เลย มีพัดเป็นของตนเองทุกคนยกเว้นเรา เลยต้องหยิบผ้าขนหนูมาซับเหงื่อที่ไหลเป็นน้ำ พอรถมาเทียบเท่านั้นแหละผู้คนต่างก็เฮโลเบียดแย่งกันเข้าไปข้างในเพราะเค้าคงไม่อยากตกรถไปเที่ยวต่อไปซึ่งต้องรออีกนาน ปลากระป๋องอบร้อนอีกแล้วครับท่าน คราวนี้ต้องระวังสัมภาระและของมีค่าให้หนักกว่าเดิมอีกเล่นเบียดกันซะขนาดนี้
การจราจรติดขัดแบบนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่นี่
ย่านนี้มีสะพานลอยล้อมสี่ด้านมีทั้งโรงแรมและห้างตั้งอยู่
ห้างสรรพสินค้าราคาย่อมเยาเปิดในย่านที่ผู้มีรายได้น้อยพักอยู่
รถไฟฟ้า LRT เข้าเทียบท่า

                การมาสวนสาธารณะ Rizal Park อ่านออกเสียงว่า “ริซัล พาร์ค” นั้นเราจะต้องลงที่สถานี UN (United Nation) ซึ่งจะลงก่อนสถานีเมื่อวาน1สถานี ค่ารถเดินทางไปแค่15เปโซ สถานียูเอ็นนั้นคนลงไม่เยอะย่านนั้นมีแต่สถานที่ราชการและธนาคารต่างๆ เต็มไปหมด เลยได้โอกาสถ่ายรูปลงมาจากสถานีอีก เราเดินไปตามถนน United Nation Ave. เดินลงมาเรื่อยๆ แวะกางแผนที่แล้วเดิน ย่านนี้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าย่านศาลาว่าการเยอะ ไม่มีของวางขายตามทางเท้า เราไม่มั่นใจว่าทางนี้เดินไปถึงสวนหรือไม่ เลยต้องคอยถามทางผู้คนไปเรื่อยๆ จริงอยู่ที่คนโบราณบอกไว้เสมอว่า ทางอยู่ที่ปาก หากเรากล้าถามก็ไม่ได้แปลว่าเราโง่ แต่หากเราไม่กล้าถามเราก็จะโง่ต่อไป ยกเว้นอย่าไปถามทางพวกรถรับจ้างทุกชนิดนะ ไม่งั้นโดนฟันลูกเดียว


 โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนสถานีรถไฟฟ้า
 สถานีรถไฟฟ้า United Nation
เบื้องล่างของถนนUN Avenue

                เราเดินมาถึงสวนสาธารณะ Rizal Park ก็สิบโมงแล้ว แสงแดดแผดจ้าแต่นั่นแหละวันนี้ถ่ายรูปออกมาสวยแน่นอน สวนแห่งนี้ไม่เสียค่าเข้ามีขนาด 52เฮคเตอร์ จัดเป็นสวนประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของการเที่ยวฟิลิปปินส์ ด้านหน้าสวนมีของขายเยอะมาก ภายในสวนมีรูปปั้นครึ่งตัวของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ทุกรุ่นและ อนุสาวรีย์ ของดอกเตอร์ โฮเซ่ ริซัล (Dr’ Jose Rizal) วีรบุรุษแห่งฟิลิปปินส์  ด้านในสวนยังมีน้ำพุ โรงละครกลางแจ้ง สวนจีน โรงอาหารราคาถูกแบบบริการตนเอง  มีเด็กวัยรุ่นมาเตะฟุตบอล มีคนมาวิ่งออกกำลังกายด้วย คาดว่าตอนเช้ากับเย็นคงมีคนมาออกกำลังกายที่นี่เยอะแน่  เราเดินผ่านกลุ่มคนขายของภายในสวนมีทั้งฝรั่งสด พวงกุญแจไม้ และไอศกรีมกะทิแบบตักจากถัง  ด้านหน้าของอนุสาวรีย์โฮเซ่ ริซัล จะมีแท่นจารึกรายชื่อบุคคลในสภาในสมัยปี ค.ศ. 1946-1949 คาดว่าน่าจะเป็นสภาชุดที่ได้สร้างอนุสรณ์สถานที่ขึ้นเพื่อสดุดีแด่วีรกรรมของท่าน จุดนี้มีนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงมาถ่ายรูปเยอะมาก ไม่แน่ใจว่าเป็นจุดเดียวกับที่เกิดโศกนาฏกรรมจี้ชิงตัวประกันชาวฮ่องกงหรือเปล่า โดยรอบอนุสาวรีย์จะมีทหารคอยผลัดเวรเดินสวนสนามเป็นระยะและยืนอารักขาท่าทางขึงขังเชียว หรือพวกเขามาดูทหารผลัดเวรยามกันนะ
 มุมสวยของสวนสาธารณะ Rizal Park
 รูปสลักบุคคลสำคัญต่างๆ ภายในสวน

โรงอาหารราคาประหยัดเป็นสวัสดิการของรัฐ แต่ต้องบริการตนเอง
คอนโดนกพิราบ สวนที่นี่ไม่มีนโยบายไล่นกเหมือนบางสวน
เด็กวัยรุ่นมาออกกำลังกายกัน
 รูปปั้นสวยๆภายในสวน
 มีไอศครีมกะทิกับลูกฝรั่งขายในสวนด้วย
 ธงชาติฟิลิปปินส์ตั้งตระหง่านภายในสวน
ทำเนียบสส.และสว. ในยุคที่มีการสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้

ทหารเดินตรวจการณ์และผลัดเวรยามตลอด24ชั่วโมง

                เราเดินออกจากสวนแล้วเลี้ยวขวา ตรงข้ามกับสวนจะเป็นสนามกีฬาแต่ดูแล้วคล้ายโบสถ์มากกว่า เมื่อเดินเลยมาอีกหน่อยจะเป็นอนุสาวรีย์ของท่านนินอยและกอราซอน อาคิโน่ (Ninoy & Corazon Aquino) อดีตประธานาธิบดีและภริยา ตรงกันข้ามกับอนุสาวรีย์คือโรงแรมที่เก่าแก่และมีชื่อสียงที่สุดของกรุงมะนิลา แต่ไม่แน่ใจว่าค่าห้องพักแพงที่สุดหรือเปล่า โรงแรมที่ว่านี้ก็คือ “มะนิลา โฮเต็ล”  (Manila Hotel) นั่นเอง รูปแบบของอาคารที่หลังคาเป็นสีเขียวและทาตัวอาคารสีขาว และทาสีด้านข้างเป็นธงชาติฟิลิปปินส์ ทำให้เรานึกถึงโรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ลบ้านเรา และโรงแรมราฟเฟิลในสิงคโปร์ ทั้งนายพลแม็ค อาเทอร์ (Mac Arthur) วงดนตรีสี่เต่าทอง (The Beatles) และประธานาธิบดีเจเอฟเค (JFK : John F. Kenedy) ของสหรัฐอเมริกา ต่างก็เคยใช้บริการโรงแรมนี้มาแล้วทั้งนั้น สนนราคาที่พักคิดเป็นยู.เอส.ดอลลาร์ จะอยู่ที่ $250-300 นั่นเชียว ห้องหนึ่งร่วมหมื่น วันนี้เราแต่งตัวไม่ดี ไม่เช่นนั้นก็จะเดินเข้าไปถ่ายบรรยากาศหรูหราอลังการภายในมาให้ทุกท่านชม


 ประติมากรรมสวยๆริมสวน
 อนุสาวรีย์อดีตท่านผู้นำ นินอย อะคิโน่และภริยา
 สนามกีฬาซึ่งภายหลังได้ดัดแปลงเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่
 ถนนด้านหน้ามะนิลาโฮเต็ล
 Manila Hotel
 ป้ายบอกทางไปอินทรามูโรสและศาลาว่าการมะนิลา

                เราเห็นป้ายบอกทางว่าไปอินทรามูรอส 1.23กิโลเมตร ในขณะที่ริมถนนก็เป็นเขตกำแพงเมืองเก่าแล้วเลยยืนชั่งใจสักครู่ว่าเราน่าจะไปถ่ายรูปซ่อมภายในโบสถ์ซานออกัสตินนะ แต่อีกใจหนึ่งก็ว่าเรื่องอะไรจะเสียเวลาเดินไปไกลขนาดนั้นเพียงแค่ถ่ายรูปโบสถ์แห่งเดียว ก็เลยเดินกลับมาที่หน้าสวนริซัลปาร์ก และเดินตัดไปยังริมทะเลผ่านมะนิลาโฮเต็ล เราผ่านสถานีตำรวจที่มีรถตำรวจจอดเยอะมาก ตั้งใจว่าจะไปแวะชมพิพิธภัณฑ์โลกใต้ทะเล (Manila Ocean Park ) แต่พอเห็นคณะครูอาจารย์และนักเรียนต่อคิวเข้าทัศนศึกษาภายในเท่านั้นแหละถอดใจทันทีเลย แม่เจ้ามากันกี่คันรถเนี่ย เราเลยเดินตัด Parade Ground แถวนั้นมีซุ้มเล็กๆ บริการนวดตัวและนวดฝ่าเท้าด้วย สนนราคาก็ไม่แพงนักชั่วโมงละ200เปโซ  เราเดินผ่าน Museo ng Maynila และ Museo Pambata เป็นที่รวบรวมเรื่องราวสมัยอเมริกาปกครองฟิลิปปินส์เพราะอยู่ติดกับสถานทูตอเมริกาเลย
ภัตตาคารและโรงแรมลอยน้ำริมอ่าว
สำนักงานตำรวจ
กองทัพรถตำรวจประจำกรุงมะนิลา
สนามกว้างที่นี่เค้าเรียกว่า Parade Ground


ตอนต่อไปเราจะพาชมพิธีแต่งงานภายในโบสถ์ที่หาชมได้ทั่วไปในฟิลิปปินส์ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แบกเป้เที่ยวฟิลิปปินส์ตอนที่6 อาหารของฟิลิปปินส์มื้อที่อร่อยที่สุด (เพราะหิวมาก) และหลงทาง ช่วยด้วย!!!


                เจ้าสารถีคงไม่ค่อยพอใจนัก ขากลับแกเงียบเลยพาเรามาส่งที่ร้านอาหารพื้นเมืองแห่งหนึ่ง พอเราชวนแกกินข้าวแกก็อ้างว่ากินมาแล้วตามสบายเลย งั้นเราแยกกันตรงนี้ละกัน เค้าตกลงเพราะจะได้ไปรับลูกค้ารายใหม่ ก่อนไปเค้าชี้ทางออกให้ ว่าถ้าคุณต้องการออกไปขึ้นรถไฟฟ้าให้ออกทางเดิมนะ เรานึกคิด เรานั่งกินข้าวก่อนแล้วเดินเล่นสักพักให้เค้าได้ลูกค้าใหม่ไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวออกไปโดนตีหัวแบะ ฮาๆๆ
                ร้านอาหารที่เค้าพามาส่งนั้นราคาถูกมากจริงๆ ราคาแบบนักศึกษาเลย ขนาดจะบ่ายสามแล้วยังมีคนทานอยู่เยอะเลย เกือบจะไม่มีที่นั่ง ร้านนี้มีลักษณะเป็น Canteen คือต้องบริการตนเอง หยิบช้อนส้อมและตักน้ำดื่มเอง
อาหารแบ่งเป็นเมนูเส้นจะมีก๋วยเตี๋ยวผัดและพาสต้าผัดต่างๆ ใส่หม้อไว้ และเมนูข้าวจะเป็นข้าวราด มีทั้งไก่ทอด ต้มปลา และอะโบโด (หมูสามชั้นสตู) เมนูล้วนเป็นภาษาตากาล็อกอ่านไม่ออก รู้แต่ว่ามีราคาติดอยู่ ไล่ตั้งแต่20เปโซไปจนถึงแพงสุด 40เปโซ โอ้โหราคามิตรภาพจริงๆ เราต้องชี้ที่ตัวอาหารเพื่อสั่งเพราะเราสั่งไม่ถูกจริงๆ จึงลองสั่งหมี่ผัดเต้าหู้มากินจานนึง หน้าตาคล้ายหมี่ผัดเจบ้านเราเลย แต่ใส่มะนาวลูกเล็กทั้งลูกมาให้เราบีบด้วย เป็นมะนาวจิ๋วที่เปรี้ยวมากจึงช่วยชูรสหมี่ผัดไม่ให้เลี่ยน เราเดินไปตักน้ำจากถังน้ำแข็งใส่แก้ว แล้วในที่สุดอาหารตรงหน้าก็หมดไปในพริบตาจากความหิว เราไปจ่ายเงินด้านหน้า แม่ค้าไม่คิดค่าน้ำแข็งเหมือนร้านอาหารตามสั่งบ้านเราบางร้านเลย ราคามื้อนี่แค่20เปโซ คิดเสียว่าประหยัดเพื่อไปอุดเลือดสาดค่ารถเมื่อกี้ละกัน

 หมี่ผัดเต้าหู้เห็นเค้าเรียกว่า Lomi ราคาเพียง20เปโซเท่านั้น
 หลากหลายเมนูเส้นมีทั้งหมี่ผัด มะกะโรนี สปาเก็ตตี้ ราคาเริ่มต้นที่ 20เปโซ
 หลากหลายเมนูบนกระดาน ราคาไม่แพงเลย
ถ้าจะทานแบบข้าวสวยร้อนๆกับกับข้าวก็มี มีทั้งอะโบโด ไก่ทอด และปลาต้มรสเปรี้ยว

                เราเดินกลับออกจากประตูป้อมอินทรามูรอสทางเดินก็ยังมีรถสามล้อถีบให้บริการนักท่องเที่ยวจำนวนมากเหมือนเดิม ต่างส่งเสียงเพื่อเรียกลูกค้าให้ไปชมเมือง เรายังไม่หายกระหายน้ำเลยไปซื้อชามะนาวกระป๋องมาดื่มจากแผงข้างทาง ที่ร้านมีพัดขายเยอะมาก เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งเลือกซื้อพัดอยู่ พอซื้อแล้วก็รำพัดกันทั้งคู่ ในประเทศเขตร้อนเช่นนี้ การพกพัดในกระเป๋าถือเป็นเรื่องปกติ เราเดินลอดอุโมงค์ที่เป็นพลาซ่าในตัวมีของวางขายในอุโมงค์เต็มไปหมดเหมือนตลาดนัด สุดท้ายเราก็เดินกลับมาที่สถานีรถไฟฟ้า Central Terminal เพื่อกลับไปยัง Bacclaran
 รถสามล้อถีบยังรอให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่เต็มทางเข้าออกอินทรามูรอส
ซุ้มประตูบางส่วนได้รับการบูรณะปรับปรุง

                รถไฟฟ้าแล่นไปตามราง ตอนบ่ายสี่เค้ายังไม่เลิกงานกัน ผู้คนบางตาหากแต่แอร์ในรถควรปรับปรุงด่วนถ้าคนแน่นอาจมีคนลมจับก็เป็นได้ เราตัดสินใจลงสถานี EDSA หรือ “เอ็ดซ่า” ด้วยเห็นว่ามันน่าจะต่อรถได้มากกว่า เพราะอยู่ตรงสี่แยกใจกลางเมืองเหมือนอนุสาวรีย์ชัยฯ บ้านเรา รถแล่นมาถึง EDSA คนลงกันเกลี้ยงขบวนเลย เพราะสถานีปลายทางนั้นต่อรถไม่ได้ ตั้งอยู่ในมุมอับ พอเราลงจากรถเลยพยายามเปิดแผนที่ดู นี่มันคือจุดที่เราลงจากรถจี๊ปนี่ย์ตอนเช้านี่นา แล้วตอนเช้าเราจะบ้าเดินย้อนเข้าไปถึงสถานีบัคคล้ารานทำไม เหตุใดจึงไม่ลงรถแล้วข้ามถนนมาขึ้นที่นี่ (โง่อีกแล้วเรา)  ณ จุดสถานี่เอ็ดซ่าเต็มไปด้วยมลพิษและฝุ่นควันจากรถยนต์ พอเดินลงบันไดมาก็เจอร้านขายน้ำผลไม้แบบตัก ด้วยความกระหายน้ำจึงลืมคำเตือนของการ์ดไปเสียสิ้น ว่าอย่าดื่มน้ำข้างทางอาจถูกวางยา เราสั่งน้ำมะม่วงมากินด้วยความกระหาย มันคือมะม่วงสุกปั่นน้ำสีเหลืองอ๋อย ไม่หวานมากรสชาติแปลกๆ แล้วเราก็เดินไปรอรถเมล์ที่ป้ายกะว่าจะติดรถสักคันไปลงใกล้ๆ ที่พัก วันนี้เหนื่อยแล้วขอพอแค่นี้ก่อน

                ท่ามกลางรถราที่วิ่งกันขวักไขว่ประกอบกับไม่สามารถจำสายของรถจี๊ปนี่ย์ขามาได้ เลยพยายามจับรถที่วิ่งไปทาง Roxas Boulevard กับ Coastal road ซึ่งเป็นถนนที่อยู่ใกล้กับที่พักมากที่สุด แต่เอาเข้าจริงเราก็มองป้ายข้างรถไม่ทันหรอก ต้องคอยฟังเสียงเด็กรถกับคนขับที่ประกาศว่าไปไหนบ้าง เรายืนสังเกตรถราไปเรื่อยๆ กอปรกับเข้าไปถามเป็นบางคันแต่ไฉนจึงไม่มีสายใดผ่านไปเลยล่ะ กะเหรี่ยงตกดอยแบกเป้ยืนงุนงงอยู่นาน จนรถจี๊ปนี่ย์คันหนึ่งแล่นมาจอด ข้างป้ายเขียนว่า SM Mall of Asia กับ via Coastal Road แน่นอนล่ะคันนี้ต้องวิ่งผ่านแน่ๆ เพราะจำได้ว่าไอ้เจ้าห้างใหญ่ยักษ์นี้อยู่ใกล้กับที่พักของเรามากที่สุด เลยกระโดดขึ้นรถไปทันที เอาล่ะอุ่นใจแล้วขึ้นไปได้ไม่นานรถวิ่งไปตามทางที่เรามาแต่พอถึงทางแยก Mall of Asia รถก็เลี้ยวเข้าห้างแล้วผู้โดยสารก็ลงไปจนเกลี้ยงคันรถ เหลือเรานั่งอยู่คนเดียว ทุกคนเดินลงไปจ่ายเงิน คนขับเดินออกมาพูดภาษาตากาล็อกใส่ เราก็ทำหน้างง จนสุดท้ายเค้าก็พูดภาษาอังกฤษว่ารถหมดระยะแล้วที่นี่ เราจ่ายค่าโดยสารไปแค่10เปโซ พร้อมกับเดินงงๆอยู่หน้าห้าง เวลาตอนนี้ก็5โมงเย็นแล้ว คนปินอยเลิกงานแล้วต่างก็มาจับจ่ายใช้สอยกันในห้างนี้ ซึ่งห้างมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับฟิวเจอร์พาร์ครังสิตบ้านเราเลย เป็นห้างยาวจากหน้าถนนจนไปจรดทะเลเลย
SM Mall of Asia สาขานี้เป็นสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
 SM Mall เป็นห้างที่มีสาขาทั่วไปในฟิลิปปินส์

                เราแหงนหน้าดูท้องฟ้า แลเห็นก้อนเมฆดำปี๋ ท้องก็ยังไม่หิวแถมตัวยังเหม็นเหงื่ออีก กลับที่พักไปอาบน้ำแล้วค่อยตะลุยต่อดีกว่า แต่จะเดินกลับได้ไงล่ะ เพราะที่นี่ไปที่พักก็ไกลอยู่แถมอาจจะหลงทางเอาได้ง่ายๆ พอดีพลันเหลือบไปเห็นคนที่มาซื้อของกำลังต่อคิวเรียกแท็กซี่ที่ทางห้างจัดให้บริการอยู่ สันดานติดสบายผุดขึ้นมาฉับพลัน ถ้าเราได้นั่งแท็กซี่มิเตอร์กลับก็คงดีคงไม่แพงนัก ในที่สุดเราตัดสินใจไปยืนต่อแถวเพื่อเรียกแท็กซี่ด้วย พอถึงคิวเรา เราก็ขึ้นรถ คราวนี้แท็กซี่กดมิเตอร์ดีนะค่อยยุติธรรมหน่อย ราคาเริ่มต้นประมาณ50เปโซ เราบอกว่าไป มะนิลา ยูทโฮสเทล เค้าบอกไม่รู้จักอยู่แถวไหน ดีนะที่พกแผนที่มาด้วย เราเลยเปิดแผนที่ให้เค้าดู เค้าก็เลยอ๋อและขับไปตามทาง แล้วเค้าก็หันมาถามต่อว่าแยกไหน เอาอีกแล้วสงสัยเจ้ารถคันนี้ขับมาไม่นานแน่นอน เราก็บอกวิ่งไปตามทางเรื่อยๆ พอรถวิ่งผ่านปั๊มน้ำมันสีเขียวเท่านั้นแหละ “Wait Wait just turn left”  เราสั่งให้เค้าเลี้ยวซ้ายเข้าซอยทันทีแล้วจอด เค้าก็ร้องอ๋อที่แท้มันอยู่ตรงนี้นี่เอง ค่าเสียหายทั้งหมด55เปโซเอง จุดนี้จำเป็นมากนะครับเวลาเดินทางไปไหนมาไหนในฟิลิปปินส์โดยรถแท็กซี่เนี่ย ก่อนอื่นควรจะทราบก่อนว่าตัวเองจะไปที่ไหนและจะต้อรู้ด้วยว่าสถานที่นั้นอยู่ถนนช่วงไหน แยกไหน หรือจุดนั้นมีจุดสังเกตเด่นๆคืออะไร เพราะเมืองมะนิลาเป็นเมืองที่ใหญ่มาก ต่อให้เค้าขับรถมานานก็มิอาจทราบรายละเอียดได้ทั่วทุกซอกทุกมุมของกรุงมะนิลาหรอก

แสงสุดท้ายของวัน ริมถนน Roxas ก่อนเข้าที่พัก

                เราลงจากรถตะวันคล้อยต่ำจวนตกดินริมถนน Roxas พอดี เลยได้แชะภาพสักนิดก่อนเข้าห้องพักอาบน้ำทำธุระส่วนตัวและแอบงีบไปทั้งที่ตะวันทับตา ซึ่งคนโบราณเค้าไม่ให้นอนนะเวลานี้  เราตื่นขึ้นมาอีกทีฟ้าก็มืดแล้ว อ้าวจะสองทุ่มแล้วนี่ เลยแต่งตัวออกไปทานข้าวเย็น คิดว่าน่าจะอยู่ใกล้ๆกับที่พักนี่แหละ ถนนข้างนอกมืดเปิดไฟน้อยมาก เราชั่งใจอยู่ว่าจะเอากล้องออกไปถ่ายรูปดีหรือไม่ เลยลองเดินออกไปหน้าโรงแรม โอ้โหทั้งมืดและเปลี่ยวมาก ถึงจะมีรถวิ่งก็ตามแต่ไม่มีคนเดิน เห็นแบบนี้แล้วเก็บกล้องไว้ที่ห้องเลย และเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อกล้ามกะกางเกงขาสั้นรองเท้าแตะออกไปกินข้าว จะได้กลมกลืนไปกับคนพื้นเมือง
                เราเดินออกไปเนียนๆ ไปตามทางมืดๆของถนน Thomas Claudio เราติดเงินสดมานิดหน่อยเองแค่200เปโซ ด้านขวามือเป็นร้านชำที่ผู้ซื้อไม่มีโอกาสได้ไปยืนเลือกของ เพราะเค้าล้อมด้วยลูกกรงแบบห้างทอง การซื้อขายจะซื้อกันผ่านลูกกรงเท่านั้น อะไรกันนี่ ย่านนี้น่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ แล้วคุณภาพชีวิตของเจ้าของร้านจะเป็นอย่างไร เมื่อต้องแวดล้อมไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวเราเดินผ่านย่านสลัม เห็นชาวบ้านนำเตามาตั้งประกอบอาหารกันริมถนนทานกันแบบตามมีตามเกิด  พอเราเดินถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวซ้ายก็เริ่มเจอร้านขายอาหารบ้างแล้ว แต่ดูไม่ค่อยสะอาดเท่าไร เดินต่อไปจนถึงสี่แยกใหญ่ก็เจอร้านสะดวกซื้อเซเว่นฯ และร้านแมคโดนัลด์ มีคนนั่งกินในร้านเพียบ จนเราเดินไปเจอร้านข้าวแกงพื้นเมืองเจ้าหนึ่งดูสะอาดใช้ได้ เลยไปชี้ที่ตู้กับข้าวเราเอาสตูหมูสามชั้น (อะโบโด) ราดข้าว และฟักทองผัดกะทิ พอเค้าตักเสร็จปรากฏว่าเค้าตักกับข้าวมาต่างหาก ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้านำกับไปราดข้าวแบบคนไทยที่ทำกันนั้นมันดูไม่น่ากินและรสชาติอาหารจะปนกันไปหมด คนขายเค้าอธิบายแบบนั้นต้องเข้าใจ มื้อเย็นที่เราทานนี้ รสชาติออกหวานนำ และความมันจากฟักทองผัดกะทิ และความเปรี้ยวหวานของหมูสามชั้น ไม่มีรสเผ็ดของอาหารเลย เราทนกินจนหมดด้วยว่ากลัวจะหิวตอนกลางคืนแล้วจะออกมาซื้อของลำบาก คิดเงินไป65เปโซเอง อิ่มแล้วเราก็เดินกลับมาทางเดิม กลับมาเขียนไดอารี่สักพักก็ม่อยหลับไปก็เล่นเดินเยอะมาทั้งวันนี่

ตอนต่อไปจะพาทุกท่านไปชมสวนสาธารณะ Rizal Park กันแต่เช้าครับ