วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

อินเดีย ใครๆก็ไปได้ ตะลุยกัลกัตตาแบบไม่ง้อทัวร์ ตอนที่3 อาหารอินเดียมื้อแรก และพาช้อปปิ้งตลาดพื้นเมือง

หลังจากเหวี่ยงกระเป๋าเข้าห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้วพวกเราก็มาตามนัดกับแหม่ม Inesh ที่อาสาพาเราไปทานอาหารอินเดียมื้อแรกซึ่งเธอยืนยันว่าอร่อยจริง และเธอเองก็ได้มาฝากท้องที่นี่ประจำ ร้านนี้มีทั้งอาหารมังสวิรัติ และอาหารธรรมดา ตั้งอยู่บนถนนใกล้ๆกับโรงแรมเพียงแค่เดินไม่กี่ก้าว พอก้าวเท้าเข้าไปในร้านมีคนนั่งทานอาหารมากมาย เป็นร้านติดแอร์เล็กๆ แค่คูหาเดียว ชื่อร้าน Prince Restaurant ดูจากความสะอาดของร้านใช้ได้เลยครับ
                ตัวแหม่มสาวนั้นยึดมั่นในการทานมังสวิรัติ เธอเลยสั่งสำรับของเธอต่างหาก อันเป็นแกงถั่วกับข้าว และจาปาตี ส่วนสามีเค้า และพวกเราทานเนื้อกันเลยสั่งมาเป็นสำรับชุดใหญ่ มีทั้ง แกงกุรหม่าไก่ แกงกุ้ง ห่อหมกปลา จาปาตีและนาน อีกทั้งข้าวหมกหรือที่เรียกว่า Briyani Rice สั่งมาทานกันเต็มโต๊ะ กับข้าวแต่ละอย่างไม่เยอะแต่ก็เล่นเอาอิ่มได้เหมือนกันแรกๆพวกเรารู้สึกแหยงๆกับการใช้มือเปิบอาหารแต่พอเราเห็นโต๊ะอื่นเขาทานกันได้ อีกทั้งคู่สามีภรรยาชาวสเปนทานได้อย่างไม่เคอะเขิน เอาวะเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามชิมิ  พวกเราก็เลยเปิบมือกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีชาวอินเดียโต๊ะข้างๆชูนิ้วให้เลยว่าเยี่ยมมากที่คณะเราชาวต่างชาติสามารถเปิบมือได้จนอาหารบนโต๊ะหมดเกลี้ยง ค่าเสียหายมื้อนั้น 591รูปีเอง ตกคนละร้อยกว่ารูปี ก็ไม่ถึงร้อยบาทอยู่ดี จนสุดท้ายเลยพนักงานหยิบถาดสเตนเลสเล็กๆมาให้ ภายในบรรจุไม้จิ้มฟัน น้ำตาลกรวดเล็กๆ และเมล็ดเครื่องเทศคล้ายเม็ดยี่หร่ามาให้พวกเราทานตบท้าย คนที่นั่นบอกว่าหากกินเจ้าสิ่งนี้ตบท้ายจะช่วยระงับกลิ่นปากและลมหายใจหอมสดชื่น พวกเราลองหยิบมาชิมคำน้อยๆ ต้องทานเม็ดยี่หร่ากับน้ำตาลกรวดคู่กันนะรสชาติถึงจะดี  ถึงมันจะทำให้ระคายคอชวนไอก็ตาม
 สองสามีภรรยาชาวสเปนผู้พิสมัยอาหารอินเดียประเดิมเปิบมือให้พวกเราเห็นเป็นตัวอย่าง
 ดูจากราคาเมนูอาหารร้านนี้ราคาปานกลางสำหรับชาวอินเดีย
 ซ้ายมือเป็นข้าวหุงกับเครื่องเทศและแผ่นโรตีไว้รับประทานกับแกง
 จานนี้เป็นมังสวิรัติคือแกงถั่วเหลือง
 ห่อหมกปลากับแกงกุรหม่าไก่
สุดท้ายหลังมื้ออาหารทุกร้านจะนำเจ้าสิ่งนี้มาให้ขบเคี้ยว

         พอท้องอิ่มสองฝรั่งขอแยกตัวไปเดินชมเมือง ส่วนพวกเราเอาของไปเก็บที่โรงแรมและออกมาเดินใหม่อีกรอบ โดยมีความตั้งใจว่าจะต้องหาซื้อแผนที่เมืองให้ได้ และจะไปเดินช็อปปิ้งกันที่ตลาดผ้าหรือ New Market ตลาดแห่งนี้ไปไม่ยากเพียงเดินออกมาจากโรงแรมก็จะเจอกับถนนซัดเดอร์ (
Sudder St.
)
ก็คงคล้ายๆกับถนนข้าวสารบ้านเรา มีรถแท็กซี่สีเหลืองจอดรอผู้โดยสารเป็นตับ หากใครจะขึ้นรถที่นี่ควรต่อรองราคาให้เยอะๆ เพราะเค้าจะไม่ยอมกดมิเตอร์และบอกผ่านราคาสูงมาก ถ้าไม่อยากเลือดสาดแนะให้ไปเรียกข้างนอกตามท้องถนนใหญ่จะดีกว่า พอผ่านถนนซัดเดอร์ก็จะมีซอยเล็กๆ ที่สามารถเดินทะลุไปแหล่งช้อปปิ้งได้เลย ในซอยนี้จะมีรถเข็นขายอาหารริมทางมากมาย มีทั้งข้าวโพด ข้าวยำแบบอินเดีย ชาร้อน บาเยียทอด ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็มีเสื้อผ้าแขวนขายด้วยหากจะซื้อก็ควรต่อรองราคาดีดี ไม่งั้นไปเจอราคาร้านข้างหน้าแล้วอาจเสียใจภายหลังได้ ด้วยความที่มันอาจจะถูกกว่าเกินครึ่ง
 ข้าวโพดปิ้งริมทาง
 เสื้อผ้าแนวอินเดียมีให้ช้อปทั่วไปแต่ต้องต่อรองราคาดีดี
 อาหารมังสวิรัติริมทางราคาย่อมเยา
บาเยียทอดริมทางเป็นเมนูของว่างของคนที่นี่

           เมื่อเดินมาถึง New Market ก็เวลาบ่ายสี่ แต่แดดหุบลงไปมากแล้ว อาจเป็นเพราะหน้าหนาวกระมัง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน หน้าตาอย่างพวกเราเอเชียชัดๆ ก็เริ่มจะมีลูกตื๊อขายของคอยเดินตาม มีทั้งขายกำไลอินเดีย บุหรี่ แว่นกันแดด แต่ที่เด็ดสุดคือ มีกระทาชายนายหนึ่งอาสาจะพาไปเที่ยวในตลาด อาสาเป็นไกด์จะพาไปซื้อพาชมีน่า ไปซื้อทอง โดยอ้างว่าร้านที่จะพาไปนั้นราคาถูกและสวย ให้ตายสิเดินตามอยู่นั่น ตามตั้งแต่ด้านหน้าธนาคารยันในห้างเลย เค้ามีความอดทนสูงมาก ยังจำกฏข้อที่9ได้มั้ย ที่ว่าให้ปฏิเสธลูกตื๊อใครก็ตามที่จะพาเราไปฟัน
 โฉมหน้าตลาดพาหุรัดแห่งKolkata มีชื่อเรียกว่า New Market
 ธนาคารแห่งชาติอินเดียและรถออสตินในมุมหนึ่งของตลาด

            เมื่อเดินเข้ามาภายในห้างเราก็จะพบกับร้านหนังสือ เราได้ซื้อแผนที่เมืองโกลกัตตาจากที่นี่ในราคาไม่แพง ประมาณ 50รูปี เพื่อนเราซื้อนิทานอินเดียมาเป็นภาษาอังกฤษ ความจริงมันมีภาษาเบงกาลีด้วยแต่พวกเราอ่านไม่ออก  จากนั้นก็เดินช้อปปิ้งภายในนั้นจนมืด ร้านขายผ้าในนั้นมีเยอะกว่าพาหุรัดอีก แต่ข้อสำคัญคือต้องต่อรองราคาให้ดี ถึงผ้าเหล่านี้ราคาจะถูกกว่าซื้อเมืองไทยมากก็ตาม มิฉะนั้นอาจเจ็บตัวได้ คงเป็นเพราะอินเดียมีค่าแรงค่อนข้างถูก จึงผลิตสินค้าได้ราคาต่ำ ผ้าที่ขายในตลาดแห่งนี้มีหลายชนิดมาก ทั้งผ้าเมตรตัดเสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ผ้าคลุมเตียง พรม ผ้าทอคลุมไหล่ มีทั้งผ้าไหมและพาชมีน่า ผ้าพันคอ ผ้าคลุมผม โดยเฉพาะผ้าชุดส่าหรีนั้นมีเกือบทุกร้าน คงเป็นเพราะชุดส่าหรีเป็นชุดประจำชาติของสตรีอินเดียนั่นเอง
 หนังสือนิทานปรัมปราของอินเดียวางคู่กับการ์ตูนสมัยใหม่
 หนังสือของอินเดียเป็นสิ่งที่น่าซื้อไปเป็นของที่ระลึก
 สตรีอินเดียกับแผงขายหนังสือ
ร้านขายผ้าที่นี่บูชาพระพิฆเนศ
บรรยากาศขณะต่อรองราคาซื้อผ้าคลุมเตียงปักด้วยมือทั้งผืน

          กว่าพวกเราจะซื้อผ้าผ่อนเสร็จก็ปาเข้าไปค่ำมืด เราซื้อผ้าเมตรใหญ่มา2ผืนในราคา 170รูปี ด้วยเห็นว่าลวดลายสวยดีซื้อไปฝากคนที่บ้าน เดินทางมาวันแรกก็ละลายทรัพย์ในกระเป๋ากันเสียแล้ว พอก้าวออกมานอกพลาซ่ามอลล์ พวกเราก็ยิ่งตกตะลึงมากกว่าเดิม ด้วยความที่ฟ้ามืดผู้คนอินเดียในเมืองกัลกัตตานี้เลิกงานและพากันมาเดินช้อปปิ้งในย่านนี้กันอย่างมืดฟ้ามัวดิน  ด้านนอกพลาซ่ายังมีตลาดที่เรียกว่าถนนคนเดินอีก แถมสนนราคาก็ถูกกว่าในห้างเยอะแต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะต่อรองราคานะ เราคนไทยช่างต่ออยู่แล้ว สุดท้ายเลยได้ข้าวของเพิ่มอีกเป็นพวงกุญแจของที่ระลึกธนบัตรรูปี ราคา 20 พวง 200รูปี และผ้าพาชมีน่า2ผืน ในราคา180รูปี
 ดึกแล้วคนยังเดินกันหนาตา
 หน้าโรงหนังในเมืองกัลกัตตาดูที่ป้ายจะไม่มีหนังต่างชาติเลย
 รถตุ๊กๆของอินเดียหน้าตาคล้ายคลึงกับของบ้านเรา
 New Market ยามค่ำคืน
ยิ่งดึกคนก็ยิ่งแน่นที่ตลาดแห่งนี้

          กว่าจะเดินเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม เราเลยขอแยกตัวออกมาทานมื้อเย็นสักหน่อยที่ร้าน Maria Restaurant อยู่หน้าปากซอยทางเข้าโรงแรม เป็นแกงถั่ว (Dal Curry) กับจาปาตี (Japatis) แค่นี้ก็อิ่มอยู่ท้อง ส่วนอีก2คนไปซื้อเบียร์มาดื่มแก้หนาว สองสามีภรรยาชาวสเปนเชื้อเชิญพวกเราให้ขึ้นไปปาร์ตี้บนดาดฟ้าโรงแรม บนนั้นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแบกเป้นานาชาติมารวมตัวกันพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ระบายอารมณ์  บลา บลา บลา มีทั้งญี่ปุ่น เกาหลี จีน สเปน ฝรั่งเศส ถ้ามีแข่งบอลโลกช่วงนั้น คงเชียร์กันสนุก พอมึนๆได้ที่พวกเราก็กลับห้องนอน
 แกงถั่วเหลืองที่พึ่งยามยากกับแผ่นจาปาตีร้อนๆ
สมาคมชาวแบกเป้นานาชาติรวมตัวกันสังสรรกินดื่มกันบนดาดฟ้าโรงแรม

ตอนต่อไปจะพาทุกท่านนั่งรถไฟใต้ดินออกไปนอกเมืองไปชมวัดฮินดูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองนี้




วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

อินเดีย ใครๆก็ไปได้ ตะลุยกัลกัตตาแบบไม่ง้อทัวร์ ตอนที่2 เสน่ห์หาอินเดีย แตรรถ คน สัตว์ สิ่งของ ก่อนนำชมที่พัก

                หากเดินทางโดยไม่มีแผนที่ พวกเราก็จะเหมือนคนตาบอดคลำทาง ภารกิจแรกพวกเราต้องหาแผนที่เมืองกัลกัตตานี้ให้ได้ ซึ่งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในสนามบินจริงแล้วไม่มี หรือพวกเราไม่ตั้งใจหากัน เหล่าคนขับแท็กซี่เริ่มเดินตามตื๊อด้วยเห็นว่าเป็นขาวต่างชาติ โชคดีที่มีชาวสเปน2คน คนหนุ่มชื่อชับบี้ คนสาวชื่ออิเนช สองสามีภรรยามาขอความช่วยเหลือให้พวกเราเดินทางเข้าเมืองโดยแชร์ค่ารถแท็กซี่ไปด้วยกัน  พวกเขาจะลงย่านซัดเดอร์ (Sudder Street) ซึ่งเป็นย่านที่พักของนักท่องเที่ยวแบกเป้ และพวกเขาก็มีที่พักในดวงใจแล้ว เราเลยขอติดตามไปลงในย่านนั้นด้วยเพื่อหาที่พักราคาถูกซึ่งเดาได้ว่าคงจะเป็นดงเกสท์เฮ้าส์
 ขนของขึ้นแท็กซี่วินเทจ
 การ์ดชี้มือไปที่จุดขึ้นรถแท็กซี่
เห็นด้านหลังขาวๆนี่คือรถแท็กซี่ทั้งนั้นเลย เป็นรถออสตินจากอังกฤษ

                พวกเราทั้ง 5 คนเดินหารถแท็กซี่เพื่อต่อรองราคาที่ถูกที่สุด ในที่สุดก็ได้มาคันหนึ่งเหมาคันทั้งหมด 500รูปี ตกคนละ100รูปี ด้วยว่าสนามบินดัมดัมนี้อยู่ห่างจากเมืองมากๆ  รถที่พวกเรานั่งคงหาไม่ได้อีกแล้วในเมืองไทย เพราะมันคือรถออสตินสีขาวสมัยก่อนเราเกิดอีก คิดดูสิสภาพภายในรถอาจย่ำแย่ไปบ้าง แต่แล่นได้ฉิวทีเดียวและที่สำคัญคือไม่มีแอร์ต้องเปิดรับลมภายนอก เอาล่ะเป็นไงเป็นกัน พวกเรานั่งเบียดกันข้างหลัง สองสามีภรรยาชาวสเปนนั่งหน้า คู่นี้เขาเคยเดินทางมาที่กัลกัตตาแล้วครั้งหนึ่ง มาครั้งนี้วางแผนว่าจะไปดาร์จีลิ่งต่อ คนขับแท็กซี่อัธยาศัยดีมากชวนคุยตลอดเวลา ด้านหน้ารถมีรูปเคารพของพระวิษณุและพระคเณศ เขาจะบูชาทุกเช้าก่อนออกรถ
 เบื้องหน้าของรถออสติน เอามือทุบแล้วเหล็กแข็งตันมาก
 ถึงเบาะจะเก่าแค่ไหนก็ยังขับซิ่งได้นะ
 สองสามีภรรยาชาวสเปนนั่งหน้า
วัวที่นี่อิสระเสรีมาก นึกจะนอนที่ไหนก็ทำได้ เพราะที่นี่เค้าไม่ฆ่าวัวกัน

                ระหว่างทางรถแท็กซี่ได้พาพวกเราผ่านทั้งย่านการค้าและย่านเสื่อมโทรม สิ่งที่เหมือนกันคือ ที่นี่รถทุกคันเค้าจะบีบแตรเสียงดังเพื่อขอทางจนเป็นเรื่องปกติ และฝุ่นควันรถไล่ไปจนถึงฝุ่นละอองเล็กๆจะเยอะมาก ใครเป็นโรคแพ้อากาศจะต้องยกผ้าขึ้นมาปิดจมูกพลัน ผู้คนมากมายหลากหลายวรรณะอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่มีแบ่งโซนแบ่งย่านเหมือนกรุงมะนิลา วัวนอนตามท้องถนนมีให้เห็นอยู่ทั่วไป อ้อ ในเมืองใหญ่ที่นี่ยังมีฝูงแร้งอาศัยอยู่นะครับ คุณเมียฝรั่งเธอตื่นเต้นชี้ให้ดูใหญ่  สุขาแบบยืนทำธุระของชายหนุ่มมีให้เห็นอยู่ทั่วไป บรรดาผู้ชายอาบน้ำกันกลางแจ้งอย่างไม่อายใคร เพราะที่อินเดียเขาจะต่อก๊อกน้ำให้เป็นสาธารณะประโยชน์ ใครจะมาอาบน้ำ ซักผ้า ล้างหน้าหรือแม้แต่ดื่มก็ยังได้
 สองช่องเล็กๆนี่เขาออกแบบให้คุณผู้ชายเข้าไปทำธุระส่วนตัว 
 แผงขายผลไม้สดมีให้เห็นข้างทางทั่วไป
 ในเมืองกัลกัตตายังคงใช้รถรางกันอยู่
 อาหารอินเดียแท้ต้องทานด้วยมือแบบนี้
 สภาพผู้คนในเมืองกัลกัตตา 
 ที่เห็นคล้ายโคนต้นไม้นั่นคือเตาย่าง นาน นะ เป็นอาหารประจำชาติอินเดียเลย
 ชุดขาวนั่นคือเครื่องแบบตำรวจจราจร
 ชายหนุ่มพันผ้าไปอาบน้ำข้างถนน กับคนตัดผมข้างถนน
รถเมล์ที่นี่ก็ยังมีสีสัน
 
 ซุ้มประตูนี่ไม่ทราบเหมือนกันว่าสร้างไปใช้ในงานใด
 หากเป็นชาวมุสลิม สตรีก็จะนุ่งห่มแบบนี้
 ที่นี่ไม่มีเซเว่นนะ จะมีแต่ร้านชำริมทางแบบนี้
 คนที่นี่เห็นกล้องเป็นไม่ได้ เค้าจะต้องแอ๊คท่าถ่ายรูปเสมอ
มุมเหงาๆมุมหนึ่งในกัลกัตตา
                รถใช้เวลาแล่นประมาณชั่วโมงกว่าก็มาถึงที่หมาย ทั้งที่ระยะทางจริงไม่ไกลนักแต่รถติดมากๆ นี่คือปัญหาหลักสำหรับเมืองใหญ่ทุกเมือง  แท็กซี่พาพวกเรามาจอดหน้าโรงแรมระดับสามดาวแห่งหนึ่ง เราได้เข้าไปสอบถามราคาแล้วที่เหลือรอในรถ ค่าห้องคืนละ 3600 รูปี สำหรับสามท่าน ทำไมราคาแพงมากทั้งที่ห้องธรรมดามากแค่ว่ามีแอร์เท่านั้น เราเลยต้องตามสองสามีภรรยาชาวสเปนมายังที่พักที่พวกเขาได้จองไว้นั่นคือ พารากอนโฮเทล (Paragon Hotel) แต่เมื่อส่องดูจากภายนอกน่าจะเป็นเกสท์เฮ้าส์มากกว่า ทั้งเก่าและทรุดโทรมแต่นักท่องเที่ยวแบกเป้เขาอยู่กันได้ ที่นี่ห้องเตียงคู่ห้องน้ำในตัวคืนละ400รูปีเท่านั้น แต่ห้องน้ำแบบยองๆนะ ห้องเตียงคู่ห้องน้ำรวมก็จะถูกกว่านี้ รวมไปถึงห้องเตียงเดี่ยว และสุดท้ายคือห้องแบบDorm เตียงละ 120รูปี เท่านั้น เหมาะกับคนที่มาเที่ยวคนเดียวและต้องการประหยัดจริงๆ เพราะ1ห้องจมี6เตียง และรวมชายหญิง
 สภาพภายในโรงแรมหน้าห้องDorm
 ประตูทางเข้าโรงแรม สาวๆเกาหลียังอยู่ได้ พวกเราก็ต้องอยู่ให้ได้
 สภาพห้องพักและหน้าห้องพักมีห้องน้ำให้บริการ

                ชับบี้และอิเนชเข้าเช็คอินไปเรียบร้อยแล้ว เหลือพวกเราสามคนยืนปรึกษากันครู่ใหญ่ เดินไปดูเกสท์เฮ้าส์ด้านข้างสภาพก็แทบไม่แตกต่างกัน ย่านนี้คงเป็นย่านนักท่องเที่ยวแบกเป้ เพราะผู้คนย่านนี้หลากหลายชาติพันธุ์มากๆ  สุดท้ายเลยลงมติกันว่าจะพักที่นี่ถึงไม่มีแอร์แต่อากาศข้างนอกก็เย็นอยู่แล้ว อีกทั้งพวกเราขี้เกียจลากกระเป๋าไปหาที่พักใหม่ และที่นี่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติน่าจะปลอดภัย โรงแรมที่นี่ไม่มีผ้าเช็ดตัวให้มีแต่เตียงกับผ้าห่ม มีที่ฝากสัมภาระเมื่อเช็กเอ๊าต์แล้วด้วย ที่นี่ห้องเตียงคู่ห้ามพักเกิน2ท่าน สุดท้ายเราเลยต้องเปิดห้อง 2ห้อง เพื่อให้ลงตัว เราเอาสัมภาระเก็บที่ห้อง แล้วค่อยออกไปกินข้าวกัน  มีร้านอาหารที่หนุ่มสาวชาวสเปนแนะนำมาด้วย อย่างน้อยพวกเราประหยัดค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรมแล้ว เรื่องกิน เที่ยวกับซื้อของเอาให้เต็มที่ก็แล้วกัน
โรงแรมที่อยู่รายรอบย่าน Sudder St. มาเรียโฮเทลมีอินเตอร์เน็ตบริการด้วย 

 โรงแรมแต่ละแห่งจะมีสภาพแบบนี้ทั้งหมด

ตอนหน้าจะพาไปชิมอาหารอินเดียมื้อแรกและพาไปชมตลาดกลางคืนกันครับ