วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ครั้งแรกกับการแบกเป้เที่ยวอินโดนีเซีย ตอนที่ 5 ชมตลาด Tomok Pier ริมน้ำ ข้ามฝั่งกลับParapat ชวนชิมอาหารอินโดนีเซียและจิบน้ำชายามบ่าย

                แพคเกจทัวร์ท่องเที่ยวทั่วโลกคล้ายคลึงกันหมด เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนนั้นๆ ไกด์จึงได้พาคณะเราแวะช็อปปิ้งที่ตลาดท่าเรือโตม็อก (Tomok Pier)อีกครั้งก่อนกลับ ไกด์ให้เวลา1ชั่วโมงกับการช็อปปิ้งของที่ระลึกก่อนที่จะไปลงเรือขากลับเที่ยว10โมงเช้า อากาศเริ่มหายหนาวแสงแดดเริ่มแผดจ้า แต่การค้าขายในตลาดสดริมท่าเรือยังคงดำเนินต่อไปทั้งผักผลไม้สด ปลาสดๆมีมาให้คัดสรร แม่ค้าแต่งกายแบบคนพื้นเมืองมีผ้าโพกศรีษะหลากสีสัน พวกเราเดินไปดูของที่ร้านค้าริมทางซึ่งมีเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดสไตล์อินโดนีเซีย บ้างก็มีการสกรีนหรือปักลงไปที่เนื้อผ้าเป็นที่ระลึกว่า Lake Toba หรือไม่ก็ Samosir Island  ของที่ระลึกก็มีทั้งตุ๊กตารูปคนรูปสัตว์แกะสลักไม้ ปฏิทิณแบบบาตัก ตลับใส่ของ พวงกุญแจที่ระลึกไปจนถึงโปสการ์ดไว้ให้สะสมหรือส่งไปรษณีย์กลับบ้านอย่างที่นักแบกเป้หลายคนชอบส่งกัน พวกเราหลายคนซื้อเสื้อเชิ้ตสไตล์อินโดนีเซียเป็นที่ระลึก และซื้อพวงกุญแจไปเป็นของฝากเพราะเหมาโหลต่อรองราคาได้ดีกว่า ประมาณว่า 10แถม1 พ่อค้าคนนี้ใจดีต่อรองได้ พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย นับเป็นความประทับใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นบนเกาะซาโมซีร์แห่งนี้
 ร้านค้าริมทางบริเวณท่าเรือ Tomok
 แม่ค้าชาวมุสลิมนั่งขายปลาน้ำจืดสดๆที่จับได้จากทะเลสาบแห่งนี้
  หลากหลายสินค้ามีจำหน่ายในตลาดสดแห่งนี้

บริเวณร้านค้าขายของที่ระลึกริมทางราคาไม่แพง

                ได้เวลาสิบโมงพวกเราทุกคนต้องลงเรือเพื่อข้ามกลับไปยังฝั่ง Parapat City ใช้เวลาเดินทาง 45นาทีเช่นกัน แต่ความแตกต่างที่เกิดขึ้นในเรือเที่ยวขากลับนี้คือ ได้มีรถเมล์โดยสารท้องถิ่นขึ้นมาด้วย1คัน บนหลังคารถมีสัมภาระมากมาย เด็กรถกำลังจัดระเบียบอยู่ ผู้โดยสารคาดว่าน่าจะเดินทางมาจากที่ไกลๆสักแห่งบนเกาะซาโมซีร์แห่งนี้ พอได้ลงเรือผู้โดยสารต่างก็กรูกันออกมาซื้อข้าวห่อที่มีขายอยู่บนเรือ แกะห่ออกมาแล้วคล้ายกับข้าวมันแกงไก่ คนที่นี่เค้าทานอาหารกันด้วยมือครับเหมือนกับที่อินเดียเลย ทานกันเป็นล่ำเป็นสันน่าจะไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า สักพักเรือก็ออกท่ามกลางแดดจ้า และแล่นถึงฝั่งพาราพัทอย่างปลอดภัยไร้มรสุมไม่น่ากลัวเหมือนกับขามา
 รถโดยสารท้องถิ่นใช้วิ่งบนเกาะซาโมซีร์
 เรือข้ามฟากชนิดแบบลำเล็ก
 เก็บภาพจากบนเรือก่อนที่เรือจะออก  
เด็กรถกำลังสาละวนกับการจัดของบนหลังคารถโดยสาร

ลาแล้วจ้าเกาะซาโมซีร์แล้วพบกันใหม่นะ

         Parapat City ในวันนี้ร้อนมากๆ ไม่เหมือนกับตอนขามาเลยสักนิด คนขับพาขับรถขึ้นเขาไปแวะชม Niagara Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมห้าดาวที่พวกทัวร์มักจะมานอนกันที่นี่เพื่อชมวิวเมืองพาราพัททั้งเมืองแต่ไม่มีใครลงจากรถสักคนเพราะแดดจ้ายามใกล้เที่ยงนั่นเอง  ทุกคนเลยลงมติว่าให้คุณไกด์พาไปทานอาหารเที่ยงเลยจะดีกว่าเพราะหิวกันแล้ว เมื่อเปลี่ยนแผนคุณไกด์เลยต้องยกหูโทรไปแจ้งร้านอาหารว่าคณะเราจะมาเยือนแล้ว มื้อกลางวันมื้อนี้เป็นอาหารอินโดนีเซียพื้นเมือง ชื่อร้าน Istana Minang II ร้านตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับมัสยิดใหญ่ประจำเมืองพาราพัทซึ่งหลังคาสร้างจากโลหะแวววาว มัสยิดนี้มีชื่อว่า Masjid Raya Taqwa Parapat มื้อกลางวันชุดนี้จัดเต็มเช่นเคย มีแกงกะหรี่ปลา แกงแพะ แกงขนุน ปลาทอด ไก่ทอด ผัดผัก ใบมันผัด และน้ำพริกสามอย่าง อาหารมื้อนี้รสชาติจัดจ้านอย่าบอกใคร อร่อยกว่ามื้อกลางวันเมื่อวานมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ใช้น้ำมันประกอบอาหารเยอะไปหน่อย อาหารแต่ละจานจึงชุ่มไปด้วยน้ำมัน คณะเราก็ซัดกันจนพุงกางจนลืมไปว่าเดี๋ยวรถจะต้องขึ้นเขาลงห้วยไปอีกไกลกว่าจะกลับถึงเมืองเมดาน
 แสงแดดจ้ายามเที่ยงของเมืองพาราพัท
 มัสยิดใหญ่คู่บ้านคู่เมืองพาราพัท
 ร้านอาหารพื้นเมืองอินโดนีเซียที่ขึ้นชื่อของที่นี่
 ตู้โชว์กับข้าวหน้าร้านเห็นปลาราดพริกแล้วสีน่ากลัวมาก
 สำรับกับข้าวอินโดนีเซียมื้อนี้มีชามใส่น้ำไว้สำหรับล้างมือด้วย
แกงกะหรี่ปลาและปลาทอดเลิศรส
            ยามบ่ายรถพาขึ้นเขาวกวนไปตามเส้นทาง เมื่อผ่านจุดชมวิวสวยๆที่เห็นทะเลสาบโทบา พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะขอให้คนขับได้จอดแวะเพื่อให้พวกเราได้ถ่ายรูปกัน สองข้างทางเป็นพื้นที่สูงเราจึงพบเห็นการทำเกษตรพืชเมืองหนาวอาทิ อโวคาโด เสาวรส สตรอเบอรี่ ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ฯลฯ ไกด์พาพวกเรามาชิมชาขิง (Ginger Tea) แสนอร่อยแก้หนาวที่ Siantar Hotel ที่นี่เป็นโรงแรมบนที่สูงพร้อมห้องอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยว ไกด์บอกว่าชาขิงที่นี่รสชาติดีที่สุด พวกเราเลยลองสั่งชาขิงบ้าง กาแฟร้อนบ้างมาทานควบคู่กับกล้วยหอมทอด มันช่างเข้ากันดีเสียนี่กระไร  ทานเสร็จแล้วก็ออกไปถ่ายรูปสวนดอกไม้รอบโรงแรม เสร็จแล้วก็ออกเดินทางกันต่อไปยังบ้านสไตล์บาตักหลังที่ยาวที่สุด
 พวกเราคณะทัวร์ลูกเป็ดทั้งเจ็ดพร้อมแล้วจ้า
 Siantar Hotel Restaurant ชาขิงรสเลิศมีขายที่นี่
การจิบน้ำชายามบ่ายนี่แก้หนาวได้จริงๆ
 โชว์ส่วนประกอบของชาขิงว่าจะต้องใส่อะไรลงไปบ้าง 
กล้วยหอมทอดรสหวานทานแกล้มกับชาขิงได้เป็นอย่างดี

            บรรยากาศเริ่มครึ้มฟ้าครึ้มฝนเมื่อใกล้บ่ายสาม ไกด์ได้พาพวกเรามายังบ้านแบบบาตักหลังที่ยาวที่สุดในโลก มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Permatang Parmpa เป็นอาณาจักรบาตักที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะสุมาตรา อาณาจักรนี้อยู่กันถึง12ครอบครัว มีภรรยา12คน มีลูกด้วยกัน99คน เยอะมากๆ บ้านหลังนี้สร้างแบบเดิมๆยังใช้ใบหญ้ามุงหลังคาอยู่ ไม้ค่อนข้างใหม่ บริเวณทางขึ้นเค้าจะมีเชือกไว้ให้โหนขึ้นด้วย สำหรับคนที่ปีนขึ้นบ้านไม่ไหว บ้านหลังนี้ได้แยกส่วนรับแขกออกจากตัวบ้านอย่างสิ้นเชิง บริเวณครัวยังคงไว้กลางบ้านและนอนกันเป็นตับเช่นเคย แตกต่างกันตรงที่บ้านนี้มีหลายภรรยาเขาจึงทำห้องประกอบกามกิจแยกมาต่างหากอีกห้องหนึ่งในห้องโถงยาวนี้ บ้านหลังนี้ปกครองโดยกษัตริย์ทั้งหมด 14 ท่าน เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1624-1947 ปกครองกันมายาวนานก่อนที่จะหมดสิ้นระบอบนี้ ชื่อของราชวงศ์มีชื่อเรียกว่า Raja Kerajaan Purba  ตำแหน่งกษัตริย์ที่นี่เรียกว่า “ตวน” (Tuan) โดยใช้คำนี้นำหน้าทั้งหมดทุกคน           บริเวณด้านนอกตัวบ้านหลังยาวมีเรือนรับรองแขกบ้านแขกเมือง ป้อมปราการไว้ป้องกันข้าศึกศัตรู และที่เด็ดกว่าก็คือโรงตำข้าวที่มีไม้เรียงไว้เพื่อตำข้าวเป็นแถวยาว ถ้าเป็นสมัยนี้คงจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมไปแล้ว หน้าที่ของภรรยาคือต้องตำข้าว ดังนั้นเมื่อมีภรรยาเยอะก็เลยจำเป็นต้องมีโรงตำข้าวเยอะด้วย เค้าเรียกว่ามีภรรยาและลูกทั้งทีก็เหมือนมีแรงงานไว้ใช้สอย ฮาฮา
 บริเวณเรือนรับรองของ Permatang Parmpa
 ทำเนียบกษัตริย์ผู้ปกครองทั้งหมด 14 คน
 ห้องสำหรับทำกิจกรรมอย่างว่าเป็นห้องเล็กๆ
 โลงศพตั้งไว้ในบ้านแลดูน่ากลัว
 บ้านหลังใหญ่ย่อมมีครัวส่วนกลางหลายจุด
 ด้านข้างของPermatang Parmpa จะเห็นได้ว่าตัวบ้านยาวมาก
อาณาบริเวณบ้านยังคงมีเรือนหลังเล็กๆอีกหลายหลัง
 โรงตำข้าวขนาดใหญ่
โรงตำข้าวมีครกทั้งหมด 20 หลุม

ตอนต่อไปพายุฝนกระหน่ำหนักจนอดชมน้ำตกสวยและภูเขาไฟแห่งเมือง Berastagi

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ครั้งแรกกับการแบกเป้เที่ยวอินโดนีเซีย ตอนที่4 Carolina Hotel และชมวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของหมู่บ้าน Batak

            อากาศยามค่ำคืนเย็นสบายเสียจนไม่อยากลุกออกจากที่นอนเลย  และไม่อยากอาบน้ำด้วย เพิ่งรู้ว่ามาเที่ยวอินโดนีเซียครั้งแรกทำไมเราถึงต้องเจออากาศหนาวในเดือนเมษาด้วย ก็เพราะว่าเราอยู่บนที่สูงน่ะสิ เดือนเมษายนถึงได้หนาวจับจิตได้  พวกเราไปทานอาหารเช้าของโรงแรมซึ่งรวมอยู่กับค่าที่พัก ที่นั่นมีให้เลือกสองอย่างคือแบบอเมริกันและแบบอาหารพื้นเมืองอินโดนีเซีย  เพื่อนเราส่วนใหญ่สั่งอาหารเช้าแบบอเมริกัน แน่นอนล่ะมันต้องมาเป็นชุดขนมปังไข่ดาว แต่ที่น่าแปลกคือมีผลไม้มาให้ด้วย ซึ่งผลไม้ของเค้าจะหั่นใส่จานมาแล้วโรยด้วยมะพร้าวขูด ผงโกโก้และก็นมข้นหวานครับ ทำให้เพื่อนเราหลายคนไม่กล้าทานกลัวว่ามันจะไปรวมกันอยู่ในท้อง ส่วนชุดของเราเป็นข้าวผัดไข่ดาว (Nasi Goreng) ทานคู่กับข้าวเกรียบและชาร้อน บริกรที่นี่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดีไม่ต้องลุ้นเสียให้เมื่อยว่าจะพูดได้หรือไม่
 Carolina Hotel มีท่าน้ำให้ลงไปเล่นน้ำ
 ห้องพักที่พวกเรานอนกันเมื่อคืนอยู่ชั้นบน ชั้นล่างจะเป็นอีกห้องหนึ่งไม่เกี่ยวกัน
 บรรยากาศของ Lake Toba ยามเช้าตรู่
 อาหารเช้าแบบอเมริกันจัดเป็นชุดมาตรฐาน
 Nasi Goreng ชุดข้าวผัดสไตล์อินโดนีเซีย
 ชาร้อนไว้ทานกับข้าวผัดมันๆ จะช่วยลดความเลี่ยนของอาหาร
ผลไม้สไตล์อินโดฯ จัดใส่จาน ทรงเครื่องเสียจนเพื่อนเราไม่กล้ารับประทาน

                แสงแรกแห่งวันนี้เริ่มสาดมา พวกเราต้องรีบทำเวลาถ่ายรูปบริเวณโรงแรมให้หนำใจก่อนที่จะออกเดินทางกันต่อ เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนักเพราะโรงแรมนี้สร้างกระดานกระโดดน้ำและสร้างท่าน้ำให้ลงไปเล่นน้ำจืดด้วย เห็นแบบนี้แล้วถ้ามาคราวหน้าคงขอพักต่ออีกสักคืนเป็นแน่  น้ำในทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ใสจนน่าแหวกว่ายมากๆ แต่เวลาก็ไม่เคยรอคอยใคร ไกด์มารอพร้อมรถตู้อยู่ด้านหน้าโรงแรมแล้ว พวกเราจึงต้องรีบเก็บกระเป๋าแล้วออกไปจากที่นี่ เพราะจุดต่อไปไกด์จะพาพวกเราไปยังหมู่บ้านจำลองวิถีชีวิตของชาวบาตัก (Batak House)

เราทุกคนอยากโดดน้ำเล่นแต่ก็ทำไม่ได้
ห้องพักแบบบ้านทั้งหลัง สนนราคาจะแพงกว่าแบบห้องเดียว
นี่แหละจุดกระโดดน้ำของโรงแรม
ประตูหน้าห้องตกแต่งสไตล์ Tobanese
                โรงแรมที่เราพักเป็นแหลมติ่งส่วนหนึ่งที่ยื่นออกมาจากเกาะ ซึ่งภาษาพื้นเมืองเค้าเรียกว่า “ตุ๊ก ต๊ก” (Tuk Tuk) และบริเวณตุ๊กตุ๊กนี่แหละมีโรงแรมไว้บริการนักท่องเที่ยวเยอะมาก คาดว่าวันหยุดคนมาพักน่าจะเยอะกว่านี้ พวกเรามาวันธรรมดาร้างเชียว รถตู้พาวิ่งผ่านรีสอร์ตริมทะเลสาบลัดเลาะขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่เนินเขาแห่งหนึ่ง สะดุดตาด้วยสิ่งปลูกสร้างคล้ายสถูปสี่เหลี่ยมสีเหลือง ด้านบนมีรูปปั้นคล้ายนักรบตั้งอยู่ตามฐานแต่ละชั้น เมื่อเราหันไปถามไกด์เค้าจึงอธิบายว่านี่คือ Stupa นั่นแหละคือสถูปสำหรับกษัตริย์นั่นแหละถูกแล้ว
 Raja Siallagan Stupa
 บริเวณทางเข้า Stone Chair of King Siallagan
สถูปอันเป็นที่เคารพสักการะของอดีตกษัตริย์ผู้ปกครองชาวโทบา
                หมู่บ้านนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Stone Chair of King Siallagan” ภายในจะมีทั้งบ้านกษัตริย์โบราณ ลานประชุม ลานพิพากษา และลานประหาร ซึ่งลานต่างๆจะทำมาจากหินภูเขาไฟ ลานพิพากษาจะมีชื่อเรียกว่า “Siallagan Ambarita”ทางเข้าหมู่บ้านมีรูปสลักเป็นคนหน้าตาน่ากลัว ภายในจะมีบ้านโบราณสไตล์บาตักปลูกเรียงกันเป็นแถวๆหลายหลัง    บ้านทุกหลังจะมีบันไดทางขึ้นตรงกลาง ชั้นใต้ถุนจะไว้เลี้ยงสัตว์และเก็บพืชผลทางการเกษตร ที่หมู่บ้านนี้จะมีไกด์ท้องถิ่นคอยอธิบายด้วย ก่อนขึ้นบ้านทุกคนจะต้องกล่าวคำว่า “ Horas” อ่านว่า “โฮร่า” จะต้องเปล่งเสียงคำนี้ดังๆ3ครั้ง เพื่อทำความเคารพ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านหลังใดมีภรรยากี่คนก็ให้สังเกตที่จำนวนเต้านมที่แกะสลักจากไม้ที่อยู่หน้าบ้าน ยิ่งมีมากเท่าไรย่อมแสดงถึงฐานะที่มั่งคั่งเท่านั้น  ว่ากันว่าบ้านบางหลังมีเมียถึง12 คน ลูกเป็นร้อย โอ้แม่เจ้า แล้วจะเลี้ยงดูกันอย่างไรไหว ไกด์อธิบายว่าแต่ก่อนถ้าบ้านใครมีลูกมากก็ยิ่งดี เพราะจะได้มีแรงงานไว้ใช้ในการเกษตร ไม่ต้องจ้างผู้อื่น
 ปากทางเข้าหมู่บ้านมีหินแกะสลักรูปคนแลน่าเกรงขาม
 Tomok Village of Raja Siallagan
 ไกด์อธิบายรายละเอียดก่อนขึ้นบ้าน โปรดสังเกตุว่าบ้านนี้มีเต้านม4คู่
 Tomok Village
ซ้ายมือคือคนขับรถนำเที่ยวและเป็นไกด์ในตัวด้วย
                ไกด์ท้องถิ่นนำทางพวกเราขึ้นด้านบน ซึ่งบนบ้านจะมีครัวและส่วนรับประทานอาหารอยู่กลางบ้าน ที่นอนน่ะเหรอเค้าก็นอนรวมกันอยู่รอบๆครัว กระจายกันทั่วห้องนั่นแหละ แทบจะไม่มีพื้นที่ส่วนตัวเพราะมีลูกกันมาก บางมุมของบ้านก็ตั้งกี่ไว้ทอผ้าพื้นเมืองและทำงานหัตถกรรมจักสาน บางหลังหน้าบ้านก็มีสัญลักษณ์ตัวตุ๊กแกติดอยู่หน้าบ้าน ซึ่งตามความเชื่อของชาวบาตักนั้น ตุ๊กแกเป็นสัตว์นำโชคนะครับมิใช่สัตว์อัปมงคลแบบที่พวกเราเข้าใจกัน
 ครัวทุกหลังจะตั้งอยู่กลางบ้าน เพราะต้องทานพร้อมกันทั้งครอบครัว
 แต่ก่อนวัสดุมุงหลังคาจะเป็นหญ้าแห้งมัดเป็นตับ แต่ปัจจุบันใช้สังกะสี
 งานหัตถกรรมแกะสลักหน้ากากอันขึ้นชื่อของที่นี่
ผ้าทอของชุมชนที่นี่ลายจะคล้ายคลึงกับลายไทย
            ไกด์พาพวกเรามายังลานพิพากษา(Ambarita)  ซึ่งทำมาจากหินศิลาล้วนๆ อายุมากกว่า 200ปี ลักษณะเป็นโต๊ะกลมตั้งอยู่ใต้ต้นไทร เก้าอี้มีตะไคร่จับจนเขียวครึ้ม บริเวณนี้เป็นที่ตัดสินคดีความต่างๆของบ้านเมืองซึ่งกษัตริย์เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ในการชี้เป็นหรือชี้ตาย ถ้าชี้เป็นติดกับลานพิพากษามีคุกไว้จองจำผู้กระทำผิด แต่ถ้าชี้ตายถัดจากลานพิพากษาไปอีกหน่อยจะเป็นลานประหารครับ
 บริเวณลานพิพากษา (Ambarita)
แบบจำลองการจำคุกในสมัยก่อน
       ลานประหารนี่แหละไกด์เค้าอธิบายทุกขั้นตอนของการปะหารพร้อมกับสาธิตท่าทางอย่างละเอียดจนพวกเราเห็นภาพน่ากลัวเลยล่ะ โดยเริ่มตั้งแต่นำนักโทษประหารจับมานุ่งโสร่งสั้นผืนเดียว แล้วนอนบนลานทรมานจากนั้นเค้าก็จะค่อยๆนำมีดมาเฉือนมือ เท้าทิ้ง บ้างถูกกรีดเอาอวัยวะภายในออกมากองไว้บนโต๊ะวงกลมตรงกลาง หรืออีกกรณีหนึ่งคือนำนักโทษไปเข้าเครื่องประหารหัวมังกร เอาคอพาดหินแล้วใช้เพชฌฆาตฟันคอขาดโชะ ท่ามกลางความน่าสะอิดสะเอียนเพราะพวกเรานึกภาพตาม แต่ไม่ยักจะมีคราบเลือดตามโต๊ะเก้าอี้ สงสัยว่าจะถูกน้ำฝนชะล้างไปหมดแล้ว แต่ความจริงที่โหดร้ายไปกว่านั้นคือ กษัตริย์ที่นี่เมื่อประหารนักโทษแล้วเสร็จ จะต้องกินหัวใจสดๆ ของผู้วายชนม์และนำเนื้อและชิ้นส่วนอื่นๆ มาประกอบอาหารให้ทานกันทั้งหมู่บ้าน
 ถึงแล้วแดนประหาร
 ไกด์สาธิตด้วยการไปนอนบนแท่นทรมาน
 เพชฌฆาตเสื้อแดงลงมือสับคอนักโทษแล้ว
 โต๊ะกลมนี้มีไว้วางอวัยวะภายในของนักโทษ
ปฏิทิณแบบบาตักโบราณ (Batak Calendar)
                ฟังเรื่องสะอิดสะเอียนเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มีคณะทัวร์จีนกลุ่มใหญ่มาลงแล้วก็ส่งเสียงดังมาก พวกเขาต่างเข้ามาจับจองพื้นที่บริเวณลานพิพากษา หลังจากที่ไกด์ท้องถิ่นบรรยายเสร็จเขาก็ได้ขอค่าทิปไกด์ด้วยเป็นเงินจำนวนหนึ่งแต่ก็ไม่มากเกินไป พวกเราเลยต้องไปดูสินค้าพื้นเมืองที่ระลึกในร้านขายของที่มีแต่คนขายแต่ไม่มีคนเดิน คนขายพูดแต่ภาษาอินโดนีเซียอีกแล้ว ของที่ระลึกที่จำหน่ายจะคล้ายกันไปหมด มีทั้งปฏิทิณแบบบาตัก (Batak Calendar) ไม้แกะสลัก ผ้าปัก ผ้าทอ กระเป๋าปักแบบพื้นเมือง ฯลฯ แต่สนนราคาไม่ถูกเลยสักนิด พวกเราเมินไม่มีใครซื้อของสักคนเลยเดินไปขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่บริเวณหน้าสถูป

ร้านขายของที่ระลึก ที่เห็นห้อยแขวนนั่นคือBatak Calendar

ตอนต่อไป พาข้ามเรือกลับสู่ฝั่ง Parapat ชวนชิมอาหารกลางวันและชิมชาตอนบ่าย ตบท้ายด้วยบ้านที่ยาวที่สุดในโลก