วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แบกเป้เที่ยวย่างกุ้งตอนที่1 เย็นย่ำเจดีย์สุเล (Sule Pagoda) เสเพลร้านอาหารพม่าพื้นเมือง

                เรากลับมาที่พม่าอีกครั้งด้วยหัวใจที่เรียกร้องอยากมาเยือนอีกครั้ง หลังจากที่หลงเสน่ห์ประทับใจในผู้คนและวิถีชีวิตเมืองเชียงตุง มาคราวนี้จึงมุ่งไปเมืองย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงของพม่าที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ถึงแม้ปัจจุบันจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงเนปีย์ดอว์แล้วก็ตาม งานนี้ขอขอบคุณแอร์เอเชียที่ปล่อยโปรโมชั่น 100 บาท ถึงแม้จะจองแล้วเดินทางข้ามเป็นปีก็ตาม ด้วยราคาที่ถูกแสนถูกเพียง 1,320 บาท รวมทุกอย่างแล้ว เราซื้อเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วและเพิ่งได้เดินทางในเดือนมิถุนายนปีนี้ และค่าทำวีซ่าเข้าประเทศพม่าอีก 810 บาท ซึ่งนับว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราจะไปชมในครั้งต่อไป
                เวลาบ่ายสามท่ามกลางความวุ่นวายของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กับช่องด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนนักท่องเที่ยวขาออก ทำให้หลายคนโดยเฉพาะชาวต่างชาติต้องหัวเสียกับความล่าช้าของการตรวจตรา กว่าเราจะมาถึงประตูทางออกขึ้นเครื่องอีกครั้งก็ปาเข้าไปใกล้จะสี่โมงแล้ว กำหนดเครื่องออกประมาณสี่โมงครึ่ง แบกเป้เที่ยวพม่าคราวนี้มีแค่เราสองคนที่พักก็ยังไม่ได้หา กะว่าจะไปเดินย่ำแถวบริเวณเจดีย์สุเล Sule Pagoda กรุงย่างกุ้ง เพราะอ่านมาจากในเว็บไซต์ที่แนะนำ แต่เราก็มีที่พักในดวงใจบ้างแหละ
             การเดินทางจากสุวรรณภูมิไปย่างกุ้งใช้เวลาในการบินเพียง40นาที ใกล้กว่าบินไปเชียงใหม่อีก ขาไปมีเอกสารให้กรอกเป็นบัตรขาเข้า เราต้องกรอกให้ครบ และระบุย่านที่พักลงไปด้วย  และเป็นไปได้ไม่ควรมีการสำแดงสิ่งของต้องห้ามให้กับทางตรวจคนเข้าเมือง มิฉะนั้นเรื่องอาจยาว ระหว่างที่เราเก็บภาพบัตรขาเข้าอยู่นั้นก็มีเสียงทักขึ้นมาว่า “โทษนะคะ คนไทยใช่ไหมคะ”  เราตอบว่า “ครับ” “แล้วมาคนเดียวรึเปล่าคะ” คนถามเป็นสาวสามคนมาด้วยกัน ท่าทางเป็นขาลุย ชอบถ่ายภาพเหมือนกัน เลยคุยกันถูกคอบนเครื่อง เราต่างแลกเปลี่ยนข้อมูลกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้างและพักกันที่ไหน
 บัตรขาเข้าต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนนะ

                กัปตันประกาศว่าเครื่องจะลงจอดแล้ว และขอให้ทุกท่านปรับเวลาให้ช้าลงครึ่งชั่วโมง เพราะเวลาที่ประเทศพม่าช้ากว่าประเทศไทย เรามาถึงสนามบินนานชาติย่างกุ้งตอนห้าโมงกว่า ตอนนี้พวกเรามีกัน5คนแล้ว จากการที่คุยกันถูกคอบนเครื่อง พวกเธอจะพาพวกเราเข้าพักที่ Okinawa Guesthouse ซึ่งอยู่บริเวณเจดีย์สุเล  ต้องขอบอกว่าท่าอากาศยานกรุงย่างกุ้งนั้นใหม่มาก และสะอาดกว่าสนามบินสุวรรณภูมิอีก เรานักแบกเป้ทั้งหลายอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าคงเป็นสนามบินที่มีความสะอาดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ทีมงานแบกเป้พร้อมใจสวมเสื้อส้มกับคนพื้นเมืองที่สนามบินกรุงย่างกุ้ง
 ตัวช่วยในการเดินทางแบกเป้คือแผนที่นั่นเอง
แผนที่เมืองย่างกุ้งมีแจกที่สนามบินฟรี

                พิธีการเข้าเมืองพม่านั้นไม่ยุ่งยากเลย เพียงแต่ว่าช่องต่อแถวสำหรับชาวต่างชาตินั้นยาวไปนิด เจ้าหน้าที่ที่นี่สามารถพูดทักทายพวกเราเป็นภาษาไทยได้ เมื่อออกมาด้านหน้าสนามบินก็พบคนพม่าออกมารอรับญาติรวมไปถึงรถรับจ้างด้วย เจ้าหน้าที่สนามบินผู้ชายจะสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว นุ่งผ้าโสร่งยาวสีเข้มที่เรียกว่า “โลงจี” ส่วนผู้หญิงจะนุ่งโสร่งลายสีสันสวยงาม และเสื้อแขนยาวแบบสุภาพ ผมยาวรวบเก็บเรียบร้อย
ชุดยูนิฟอร์มของแม่บ้านทำความสะอาดสนามบินที่นี่
พวกเราทีมเสื้อส้มกำลังเจรจาต่อรองกับค่ารถแท็กซี่
และนี่คือรถตู้คันเดียวที่พวกเราจะโดยสารไปทุกที่ในทริปพม่าครั้งนี้

          พวกเราชาวแบกเป้ทั้งห้าเดินหน้าออกมาเรียกรถแท็กซี่หน้าสนามบิน รถที่จะพาเราไปส่งที่พักเป็นรถตู้เจ็ดที่นั่งสภาพค่อนข้างเก่า เขาคิดราคาไปส่งที่พักเพียง 8 ดอลลาร์เท่านั้น พวกเราให้ค่าทิปไปอีก2ดอลล่าร์  สภาพกรุงย่างกุ้งตอนเย็นรถคับคั่งแต่ก็ไม่ได้ติดขัดหยุดนิ่ง ฝนลงพรำๆมาต้อนรับพวกเรา อากาศนั้นเย็นสบาย ที่พักนั้นอยู่ไกลจากสนามบินพอควร รถแล่นผ่านสวนสาธารณะกันดอจี เจดีย์ชเวดากอง ก็ยังไม่ถึงทีพัก จนรถผ่านย่านการค้าที่เต็มไปด้วยตึกใหญ่ๆ และมีวงเวียนเจดีย์ขนาดย่อมอยู่กลางถนนนั่นแหละ ถึงได้ทราบทีหลังว่านี่คือเจดีย์สุเล ซึ่งบริเวณนี้มีที่พักราคาประหยัดสำหรับนักท่องเที่ยวเยอะมาก
พวกเราทีมเสื้อส้มพร้อมออกเดินทางแล้วค่ะ
ผู้คนในกรุงย่างกุ้งกับชุดแต่งกายพื้นเมือง
บริเวณเจดีย์สุเลยามใกล้พลบค่ำ
          พวกเราตัดสินใจจ้างรถพร้อมคนขับคันนี้ต่อ ด้วยความที่เขาอธิบายสภาพบ้านเมืองให้เราได้เข้าใจและท่าทางเป็นมิตร โดยได้เสนอราคาเช่าเหมาเที่ยวชมเมืองย่างกุ้งทั้งวันในราคาเพียง 60ดอลลาร์ ประมาณ 1800 บาท รวมค่าน้ำมันแล้ว นับว่าราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับการเช่ารถตู้ในเมืองไทย  ซึ่งพรุ่งนี้เขาจะมารับพวกเราตอนเวลาแปดโมงเช้า  เกสต์เฮ้าส์ที่เราจะเข้าพักนั้นน่ารักมากเป็นตึกคูหาเดียวสูงประมาณสองชั้นครึ่ง มีชื่อว่า “โอกินาว่าเกสต์เฮ้าส์” (Okinawa Guesthouse) ออกแบบตกแต่งได้น่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม ภายในตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้สไตล์พม่า ราคาห้องพักสำหรับห้องเตียงคู่แอร์จะอยู่ที่ 20 ดอลล่าร์ ห้องเตียงเดี่ยวไม่มีแอร์ห้องน้ำรวม อยู่ที่ 10ดอลล่าร์ และห้องพักแบบเตียงรวมDorm อยู่ที่5ดอลล่าร์เท่านั้น แถมมีแอร์ด้วย เพราะอย่างนี้เองถึงได้เป็นทีพักในดวงใจของนักแบกเป้หลายต่อหลายคน โด่งดังถึงขนาดลงเว็บทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าหากจะเดินทางมาย่างกุ้งด้วยงบประมาณที่จำกัดให้พักที่นี่เลย ทั้งด้านความสะอาด ความใหม่ และราคาไม่แพง พนักงานดูแลเป็นกันเอง และมีบริการอาหารเช้าอีกด้วยคุ้มแสนคุ้ม 

ถนนบริเวณด้านหน้าโอกินาว่าเกสต์เฮ้าส์

 พวกเราขณะเจรจาขอเปิดห้องเตียงเสริม
 มุมห้องสมุดบริเวณชั้นสอง มีหนังสือท่องเที่ยวให้บริการแขกที่เข้าพัก
 นกการะเวกจำลองนำมาตกแต่งบริเวณเคาน์เตอร์
 ห้องนอนเตียงเดี่ยวคืนละ 10 ดอลล่าร์ ใช้ห้องน้ำรวม
ห้องนอนเตียงคู่ราคาคืนละ 20 ดอลล่าร์ 

            เราโชคดีมากที่ถึงแม้จะไม่ได้จองที่พักมาแต่ห้องก็ยังเหลือ ส่วนเพื่อนอีกสามคนได้จองมาล่วงหน้าแล้ว สรุปว่าคืนนั้นเปิดทั้งหมด3ห้อง ห้องเตียงคู่2ห้อง และเตียงเดี่ยว1ห้อง เพราะว่าหากเพิ่มเตียงเสริมเค้าจะคิดอีก10ดอลล่าร์ ดังนั้นเปิดห้องใหม่จึงคุ้มค่ากว่า พนักงานโรงแรมได้ฉีดดีดีทีที่ห้องให้เห็นกันจะจะก่อนพวกเราเอากระเป๋าเก็บ โอ้แม่เจ้ากะจะฆ่าพวกเราทั้งเป็น เค้าบอกว่าที่นี่ยุงเยอะเลยต้องฉีด เราเห็นเช่นนั้นเลยลงความเห็นกันว่า ควรจะไปไหว้พระที่เจดีย์สุเล และไปทานข้าวมื้อเย็นให้หนำใจก่อนที่จะกลับเข้าห้องพัก ถ้าดึกแล้วกลิ่นคงจะจางลงบ้าง โดยก่อนไปได้แลกเงินกับฝรั่งที่มาพักที่นี่เป็นคืนสุดท้ายและไม่ต้องการใช้เงินสกุลจ๊าด (Kyatt) อีก เค้าเลยยอมแลกกับเราในอัตรา 750จ๊าด ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ เราเลยแลกเงินมาใช้ก่อนเป็นจำนวน 15,000 จ๊าด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 20 ดอลล่าร์ อัตราแลกเปลี่ยนนี้ราคาดีกว่าไปแลกตามท้องตลาดมากมาย หากไม่แลกที่นี่ก็จะต้องไปแลกตามธนาคารหรือไม่ก็ที่ตลาดโบซกอองซาน
โฉมหน้าเจดีย์สุเลยามค่ำคืน สีทองของเจดีย์ช่วยขับให้ค่ำคืนสว่างไสว
            เจดีย์สุเล (Sule Pagoda) เป็นเจดีย์ที่สร้างอยู่บริเวณวงเวียนกลางถนนสุเล สร้างขึ้นราว 2000ปีมาแล้ว ออกแบบเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม ภายในบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า                   จริงแล้วนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเสียค่าเข้าชมคนละ 2 ดอลล่าร์ แต่วันที่เราไปนั้นดึกแล้วจึงไม่มีใครอยู่คอยเก็บเงิน รองเท้าและถุงเท้าต้องถอดตั้งแต่บันไดชั้นล่างนั่นเลย บริเวณพื้นด้านบนเจดีย์ต้องเดินเท้าเปล่าเท่านั้น การสักการบูชานั้นเค้าจะมีชุดธูปเทียนและดอกไม้จำหน่ายบริเวณทางเข้าเจดีย์ สนนราคาไม่แพงเพียงชุดละ 1000 จ๊าด แบกเป้เที่ยวพม่าคราวนี้ เรามีภารกิจต้องนำเงินทำบุญที่หลายต่อหลายคนฝากใส่ซองมามากกว่า 3000 บาท กระจายทำบุญให้ทั่วถึงกันทุกวัด โดยเฉพาะเจดีย์ชเวดากองนั้นมีผู้ฝากทำบุญมากที่สุด เนื่องจากภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และเป็นเจดีย์ประจำปีนักษัตรของปีมะเมีย
เจดีย์สุเลเปิดให้เข้าไปไหว้พระขอพรถึงสามทุ่ม

แม้จะค่ำมืดและฝนตกพรำๆ ผู้คนก็ยังคงมาไหว้พระกันอย่างไม่ขาดสาย
           การไหว้พระประจำวันเกิดของเจดีย์แต่ละแห่งนับว่ามีความสำคัญยิ่ง แต่ละมุมของเจดีย์จะมีซุ้มสัญลักษณ์เป็นรูปสัตว์ประเภทต่างๆ เพื่อให้คนที่เกิดในแต่ละวันไปไหว้ ซึ่งมีทั้งม้า เสือ หมู หนู ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้มีการแบ่งตามปีนักษัตรอีกด้วย ทุกซุ้มเขียนด้วยอักษรพม่า มีก๊อกน้ำ โอ่งและขัน ไว้สำหรับให้รดน้ำ ขั้นตอนนี้แหละห้ามพลาดเพราะสำคัญมาก นอกจากเราจะต้องไหว้ให้ถูกซุ้มตามวันที่เกิดแล้ว เราไหว้ขอพรเสร็จจะต้องรดน้ำที่องค์พระประจำวันเกิดตามจำนวนอายุของเราอีกด้วย คราวนี้รู้กันหมดว่าหากใครยืนรดน้ำนาน คนนั้นคือผู้สูงวัยนั่นเอง ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าพวกเราเลยต้องยืนตากฝนเพื่อรดน้ำให้ได้ตามจำนวนอายุของแต่ละคน เล่นเอาหนาวสั่นกันไปทีเดียว
 ทุกซุ้มจะมีขันน้ำไว้ตักเพื่อสรงน้ำพระตามอายุผู้ขอพร
กว่าจะรดน้ำครบรอบตามอายุก็เล่นเอาเมื่อยและเปียกปอนไปตามกัน
            ขอหลบฝนมานั่งตรงจุดกราบพระในร่มสักนิด ด้านหน้ามีพุทธศาสนิกชนชาวพม่าบางท่านนั่งสมาธินับลูกประคำ บางท่านไหว้อธิษฐานขอพร ตู้บริจาคเงินด้านหน้าล้วนเขียนด้วยอักษรพม่าทั้งหมด ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าตู้ไหนจะนำเงินทำบุญไปสร้างอะไร หรือบริจาคให้ใคร แต่เอาเถิดหากเรามีความตั้งมั่นที่จะทำบุญแล้ว หยอดเงินใส่ตู้ไหนก็ย่อมนำผลบุญย้อนกลับมาสู่ตัวเราได้เช่นกัน
ที่เห็นเป็นหน้ากากคล้ายคนนั้น ที่นี่เขาเรียกว่า "นัต" ซึ่งเป็นเทวดาที่ปกปักรักษาและคุ้มครองวัด

          ไหว้พระขอพรเสร็จขออนุญาตทำบาปสักนิดด้วยการแวะมากินดื่มที่ร้านอาหารพื้นเมืองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ติดกับเจดีย์สุเลเลย และเป็นซอยเดียวกันกับที่พักของพวกเรา แก๊งสามสาวเธอแนะนำว่าปีที่แล้วที่พวกเธอเดินทางมาพม่า พวกเธอแวะดื่มร้านนี้กันและสั่งกับแกล้มมาปรากฏว่าอร่อยทุกอย่าง พวกเราได้บรรยากาศแห่งการร่ำสุราลอยมาแตะจมูกทั้งเหล้าและบุหรี่ ในร้านมีแต่ผู้ชายนั่งไร้ซึ่งสตรี ทุกคนล้วนเป็นคนพื้นเมือง ภายหลังได้มีฝรั่งมานั่งเพิ่มด้วย เมนูอาหารมีทั้งภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ อาหารจะหนักไปทางของทอดและของผัดซึ่งอุดมไปด้วยน้ำมันตามประสาอาหารพื้นเมืองพม่า สนนราคาต่อจานก็ไม่แพงเกินไป 
 บรรยากาศการร่ำสุราภายในร้านโดยคนพื้นเมืองย่างกุ้ง
ถึงร้านจะแลดูคับแคบแต่ก็นั่งได้สบายไม่อึดอัด
เบียร์พื้นเมืองของพม่าน่าชวนให้ลองชิม
       พวกเรานั่งมองหน้ากันนึกไม่ออกว่าจะสั่งอะไรกันดี สายตาเหลือบไปเห็นโต๊ะข้างๆสั่งอาหารมาทานกันอย่างอร่อย ได้การแล้วสั่งอาหารให้เหมือนโต๊ะข้างๆกันดีกว่า บนโต๊ะเราจึงมีทั้งยำไข่เยี่ยวม้า ตับหมูผัดผัก ผัดผักรวมมิตร และต้มยำรวมมิตร สั่งมาทานกับข้าวสวยร้อนๆ และพลาดไม่ได้กับเบียร์สดแบรนด์เมียนม่าร์ที่พวกเราสั่งกันมาถึงสองเหยือกให้หัวหมุน
 ยำไข่เยี่ยวม้า ไม่เผ็ดแต่น้ำมันท่วมจาน
 ต้มยำซึ่งรสชาติจะออกเปรี้ยวมากกว่าเผ็ด กับผัดผักรวมมิตรซึ่งน้ำมันก็ท่วมจานเช่นกัน
ผัดตับหมู จานนี้แหละที่อร่อยถูกปากที่สุดของมื้อนี้
รายการอาหารที่มีทั้งภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ
        ท่ามกลางบรรยากาศการร่ำสุรามีทั้งเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ โต๊ะของเราก็ไม่แพ้กันสามารถคุยทุกเรื่องให้สนุกได้ยามที่แอลกอฮอล์ลงคอไปมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ โต๊ะหนุ่มๆชาวพม่าข้างๆเริ่มเข้ามาทักทายชนแก้ว ดวลกันหมัดต่อหมัด และสุดท้ายพวกเขาต้องยอมแพ้สิโรราบกลับบ้านก่อน ด้วยว่าคนไทยนั้นคอแข็งกว่าเยอะ คนพม่าเวลาเมาก็ดูน่ารักดีเดินกอดคอกันกลับบ้านลากพยุงกันไป ไม่มีมารุ่มร่ามหรือระรานโต๊ะอื่นเลย  พวกเราเองก็เช่นกันขากับก็แทบจะคลานกันกลับโรงแรม มื้อนี้รวมกันแล้วค่าเสียหายทั้งหมด 22,100 จ๊าดเท่านั้น  แล้วแยกย้ายกันพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางกันต่อ


 มื้อนี้จะขาดสีสันหากขาดเจ้าเหยือกนี้
ทีมเสื้อส้มคือโต๊ะสาวๆ กลุ่มเดียวที่อาจหาญนั่งอยู่ท่ามกลางโต๊ะหนุ่มๆ

ตอนต่อไปพาไปไหว้วัดเจดีย์โบตะทาวน์ เจดีย์กะบ่าเอ และชมพระนอนตาหวาน เจ๊าทัตจี







วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข้อควรน่ารู้ เตรียมตัวก่อนไปพม่า (Things to know before going to Myanmar)

            สวัสดีเมียนม่าร์ ดินแดนแห่งพุทธภูมิ ดินแดนที่เต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัดในพระศาสนา ดินแดนที่ร่ำรวยด้วยศิลปวัฒนธรรม ดินแดนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตร มีน้ำใจโอบอ้อมอารี ไม่โหดร้ายเหมือนในพงศาวดารประวัติศาสตร์ชาติไทยที่กล่าวขานกันสักนิด ดินแดนที่เป็นสวรรค์ของนักถ่ายภาพจากทั่วโลกซึ่งครบครันทั้งวัดวาอารม วิถีชีวิตและผู้คน รวมไปถึงนักแบกเป้ท่องเที่ยวอย่างเราด้วย ก่อนที่ทุกท่านจะเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวประเทศพม่า ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเท่าที่จำเป็นมาให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามกันครับ
ภูมิศาสตร์ประเทศพม่า
                ประเทศสหภาพพม่า (Union of Myanmar) มีพื้นที่ทั้งหมด 676,578 ตารางกิโลเมตร ถือว่าใหญ่กว่าประเทศไทยเล็กน้อยครับ พรมแดนตอนเหนือติดกับจีน ทิศตะวันตกจรดอินเดีย บังกลาเทศ และทะเลอันดามัน ทิศตะวันออกจรดไทยและลาว พื้นที่ตอนบนจะเป็นพื้นที่สูงและประกอบด้วยเทือกเขาเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพื้นที่ตอนล่างจะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวะดี (คนพม่าอ่านออกเสียง เอยาวะดี) แม่น้ำสาละวินและแม่น้ำสะโตง บางจุดน้ำท่วมขังได้ในฤดูมรสุม เมืองหลวงแห่งใหม่ชื่อกรุงเนปีดอว์ (Naypyitaw) ตั้งอยู่ตอนกลางประเทศบริเวณ Bago Division นักท่องเที่ยวไม่ได้รับอนุญาตให้ค้างคืน ณ เมืองหลวง แต่หากสามารถแล่นผ่านได้ ส่วนเมืองหลวงเก่าคือกรุงย่างกุ้ง (Yangon) ที่เราจะพาคุณผู้อ่านทั้งหลายไปเยี่ยมชมนั่นแหละครับ

ประเทศพม่าแบ่งพื้นที่การปกครองกันเป็นภาคส่วน มีทั้งเป็นส่วน (Division) และเป็นรัฐ  (State) เท่าที่ทราบมาการเดินทางไปยังพื้นที่ที่เป็นส่วน เพียงแค่ทำวีซ่าก็สามารถเดินทางไปได้ทั่ว เช่น Bago, Yangon, Mandalay, Magway, Sagaing, Tanintharyi เพราะพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้ปกครองโดยชนกลุ่มน้อย หรือชนชาติอื่นๆ ส่วนพื้นที่ที่เป็นรัฐ เช่น รัฐฉาน (Shan State), รัฐคยา (Kaya State), รัฐระไคย์ (Rakhine State ) บางพื้นที่มีปัญหาเปราะบางด้านการปกครอง ดังนั้นการท่องเที่ยวดินแดนที่เป็นรัฐต่างๆ เหล่านี้ ทางรัฐบาลทหารพม่าจึงต้องมีการควบคุมด้วยการออกกฎการเดินทางต้องมีไกด์ควบคุมคณะทัวร์เท่านั้น ไม่มีไม่ได้ (สามารถกลับไปอ่านบทความเที่ยวเมืองเชียงตุงได้) ยกเว้นรัฐมอญ (Mon State) ที่พอจะไปเที่ยวได้บ้าง

ภูมิอากาศพม่า
                ทางตอนบนของประทศพม่าจะมีอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง และหนาวเย็นในฤดูหนาว ปริมาณน้ำฝนทั้งปีจะน้อยเพราะอยู่ในเขตเงาฝน อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี 21 องศาฯ ส่วนตอนล่างอากาศจะร้อนชื้นกว่าและมีฝนตกชุกในฤดูมรสุม เพาะปลูกได้มากกว่าตอนบน อุณหภูมิเฉลี่ย 32 องศาฯ จริงแล้วประเทศพม่านั้นสามารถเดินทางไปเที่ยวได้ทั้งปีครับ แต่นิยมไปเที่ยวกันในฤดูหนาวคือช่วงเดือน ตุลาคม-มกราคมกันมากกว่าฤดูร้อน ที่อากาศจะร้อนมาก ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ส่วนฤดูฝน จะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน ช่วงนี้ฝนจะตกถี่และบางครั้งตกทั้งวัน ซึ่งคือช่วงที่ผมเดินทางแบกเป้ไปเที่ยวนั่นแหละครับ

การเดินทางเข้าประทศพม่า
                การเดินทางทางรถ สามารถเข้าได้สองด่านคือ ด่านท่าขี้เหล็ก จังหวัดเชียงราย และด่านแม่สอด เข้าจังหวัดเมียววดี เหมาะแก่การเดินทางไปรัฐมอญ และเดินทางไปรัฐฉาน (เชียงตุง) ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในทริปเชียงตุงครับ แต่การเดินทางข้ามแดนด้วยรถยนต์ในประเทศพม่ายังไม่เป็นที่นิยมครับ ก็ด้วยขั้นตอนอันยุ่งยากนานาประการที่รัฐบาลใช้ควบคุมคนไทยไม่ให้ออกนอกเส้นทางที่กำหนดไว้ด้วยการให้ไกด์ควบคุมนั่นแหละครับ และยังต้องทำวีซ่าด้วย
                การเดินทางโดยเครื่องบิน วิธีนี้จะเดินทางเข้าประเทศพม่าได้สะดวกที่สุดครับ แต่ต้องทำวีซ่าในประเทศไทยก่อนนะ ไม่แนะนำให้ทำ Visa on Arrival ครับ เพราะจ่ายแพงกว่าและมีความเสี่ยงที่จะเป็นลูกผีลูกคนโดนกักตัวที่สนามบินนะครับ ซึ่งกาเรเดินทางสามารถเริ่มต้นได้ทั้งที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ โดยนำสู่จุดหมายปลายทางคือเมืองย่างกุ้ง  ซึ่งมีสายการบินให้เลือกดังนี้ เช่น การบินไทย, แอร์เอเชีย, บางกอกแอร์เวยส์, แอร์บากัน , สายการบินนานชาติพม่า, แอร์มัณฑะเลย์  แต่ถ้าจะบินภายในไปยังเมืองพุกาม, มัณฑะเลย์ ผมขอแนะนำให้ใช้บริการ Air Bagan, Air Mandalay จะดีกว่าครับ
การบินไทย www.thaiairways.co.th
สายการบินแอร์เอเชีย www.airasia.com
สายการบินบางกอกแอร์เวยส์ www.bangkokair.com
สายการบินนานาชาติพม่า www.maiair.com
สายการบินแอร์บากัน www.airbagan.com
สายการบินแอร์มัณฑะเลย์ http://www.air-mandalay.com/




การขอวีซ่าเข้าประเทศพม่า
                การเดินทางไปพม่าจะต้องขอวีซ่าในทุกกรณีครับ ซึ่งสามารถไปขอได้ที่ สถานเอกอัครราชทูตสหภาพพม่า ประจำประเทศไทย 132 ถ.สาธรเหนือ เขตบางรัก กทม. โทร. 0-2233-7250, 0-2234-4789 เวลาเปิดทำการ จันทร์-ศุกร์ 9.00-17.00น.
 สถานเอกอัครราชทูตประเทศสหภาพพม่า ประจำประเทศไทย
ทางเข้าสถานทูตจะอยู่ในซอยข้างถนนสาธร

       ค่าใช้จ่ายสำหรับวีซ่าท่องเที่ยว 810บาท พำนักได้ 28วัน  และวีซ่านักธุรกิจ 1,440บาท พำนักได้ 3เดือนครับ การทำวีซ่าที่สถานทูตนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมมาคือ รูปถ่ายสีขนาด2นิ้ว จำนวน 3 รูป พื้นหลังต้องเป็นสีขาวนะครับ และตัวหนังสือเดินทางเล่มจริง พร้อมกับสำเนาหนังสือเดินทางมาด้วย 1ฉบับ กรอกข้อมูลรายละเอียดในใบยื่นคำร้องขอวีซ่าให้เรียบร้อย ที่สำคัญควรระบุสถานที่พักในเมืองที่เราจะเดินทางไปด้วย อาจใช้เป็นชื่อโรงแรมได้ครับ เวลาที่แนะนำให้ไปยื่นคำร้องขอทำวีซ่า แนะนำให้ไปช่วงเช้าก่อนเที่ยงจะดีที่สุดครับคนไม่ค่อยเยอะ  เพราะเวลารับตัวเล่มสามารถไปรับในวันรุ่งขึ้นได้เลย แต่ส่วนมากเค้าจะนัดรับช่วงเย็นก่อนสถานทูตปิดครับ
 ระบุเวลาในการมาขอวีซ่าอย่างชัดเจน ถ้าหลังบ่ายสามจะเป็นการรับตัวเล่มวีซ่า
บรรยากาศภายในสถานทูตพม่าคนไม่เยอะ

ใบนี้ไว้ไปรับตัวเล่มหนังสือเดินทาง ห้ามทำหายนะ
การเตรียมตัวแลกเงิน
            สกุลเงินที่เป็นที่ยอมรับและสามารถใช้จ่ายได้อย่างแพร่หลายนั้นคือ เงินจ๊าด (Kyat) MMK ซึ่งเป็นสกุลเงินของพม่าเองครับ เป็นเงินธนบัตรครับ มีธนบัตรย่อยตั้งแต่ 100, 200, 500, 1000, และ5,000 จ๊าดครับ สกุลเงินนี้ไม่สามารถหาแลกได้ตามตลาดมืดในไทยครับ เพราะว่ามีน้อยมาก ทางที่ได้ให้กำเงินยูเอสดอลลาร์ไปแลกที่นั่นจะคุ้มกว่านะครับ ซึ่งอัตราการแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ 1 U$ = 700-750 Kyat หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ 1บาท จะแลกได้ 23-25 จ๊าด ซึ่งในกรุงย่างกุ้งนั้น นักท่องเที่ยวสามารถแลกเงินได้ตามร้านรับแลกเงินทั่วไป ส่วนใครจะได้อัตราอยู่ที่เท่าไรก็สุดแต่โชคชะตาครับ หากได้ธนบัตรเยินๆเน่าๆมาไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะที่นี่เค้าถือว่ายังใช้งานได้ แต่ถ้าจ่ายไปแล้วแนะนำให้ใช้ทิชชูเช็ดมือสักนิดก็ดี ก่อนที่จะเอาไปลูบหน้าหรือทานข้าว
                ส่วนเงินยูเอสดอลล่าร์นั้นสามารถใช้จ่ายเป็นทางเลือกเสริมได้ครับ ในกรณีที่คุณจะไปจ่ายค่าห้องพักโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดเงินเป็นดอลล่าร์ และค่าทัวร์ ตลอดจนค่าแท็กซี่ไปสนามบิน และการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ๆ ในตลาดอัญมณี ซึ่งบัตรเครดิตก็สามารถใช้ได้ครับ ตามสนามบินหรือร้านค้าใหญ่ๆ ส่วนเงินบาทไทยนั้น จะยอมรับตามสถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยไปกันเยอะๆ เช่นตามวัด หรือตลาดอัญมณี  และตลาดที่อยู่ติดชายแดนไทยครับ


อาหารการกินของพม่า
                ไปพม่าแล้วเราจะทานอาหารพม่าได้หรือไม่ อร่อยมั้ย หลายคำถามที่เป็นกังวลเรื่องการกิน ขอตอบง่ายๆสั้นๆว่า สบายมากครับ อาหารพม่าหน้าตาจะคล้ายๆกับอาหารไทยเกือบทุกประการ เพราะเค้าจะทานข้าวกับกับข้าวเหมือนบ้านเราเลย กับข้าวของเขาก็มีทั้งแกง มีทั้งผัด มียำ และมีน้ำพริกผักสดผักลวกคล้ายบ้านเรา แต่สิ่งหนึ่งที่จะแตกต่างกันออกไปก็คือ คนพม่าเมื่อทำครัวจะใส่น้ำมันลงไปผัดหรือปรุงอาหารเยอะมากๆ บางครั้งอาจทำให้อาหารมันและเลี่ยนได้ เรามีทางแก้เลี่ยนด้วยการรับประทานอาหารกับชาร้อนครับจะช่วยล้างเมือกในลำคอได้ ส่วนอาหารจานเส้นก็จะมีก๋วยเตี๋ยวพม่าใส่ถั่วน้ำขลุกขลิก คล้ายกับที่เชียงตุง และขนมจีนน้ำยาของพม่า หรือที่เรียกว่า “โมฮิงคา” (Mohinga) และยังมีข้าวซอยพม่า (Kaukswe) มาให้ลิ้มลองอีกด้วย

ตัวอย่างสำรับอาหารพื้นเมืองของพม่า
อาหารพม่าหน้าตาคล้ายอาหารไทย แต่ปริมาณน้ำมันที่ใช้ผัดทอดนั้นต่างกัน

สถานที่ท่องเที่ยว
                สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศพม่า ส่วนใหญ่จะหนักไปทางวัดวาอาราม วังเก่า และสถานที่ที่มีความสวยงามทางศิลปวัฒนธรรม เป็นแหล่งสวรรค์ของนักบุญ ช่างภาพ และผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  คนพม่านี้มีจิตศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนาขนาดที่ว่า หากเข้าในเขตวัดแล้วต้องถอดทั้งรองเท้าและถุงเท้าตั้งแต่ทางเข้าวัดเลยทีเดียว มิได้ถอดรองเท้าหน้าอุโบสถแต่อย่างใด  แม้แต่วัยรุ่นหนุ่มสาวก็เข้าวัด วัดจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธพม่าทุกคน
                การเข้าชมวัดถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญจะต้องเสียต่าเข้าชมวัดด้วย และใครก็ตามถือแบกกล้องอันใหญ่โตมาก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมนำกล้องเข้าไปถ่ายรูปเช่นกัน ขอให้เตรียมเศษธนบัตรดอลล่าร์หรือเงินจ๊าดมาด้วย ที่สำคัญวัดที่พม่าปิดค่อนข้างดึก โดยเฉพาะเจดีย์ชเวดากองปิดตอนประมาณ3ทุ่ม วัดอื่นๆ ก็เปิดถึงมืดเช่นกัน ส่วนพวกพิพิธภัณฑ์ หรือวังมักจะปิดประมาณ 16.30-17.00 น.

ของซื้อของฝาก
                สำหรับบรรดานักช็อปทั้งหลายนั้นแนะนำให้ไปตลาดสก๊อต หรือตลาดโบซ่กอ่อองซาน ซึ่งที่นั่นจะเป็นตลาดขายสินค้าพม่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวมาจับจ่ายซื้อของ แต่ราคานั้นถือว่าแพงเอาเรื่องอยู่ ให้ต่อรองราคาให้ดีก่อนตกลงซื้อขายกัน สินค้าขึ้นชื่อคือ อัญมณีจำพวก หยกและทับทิมพม่า ซึ่งราคานั้นไม่ถูกเลยสักนิด ทับทิมพม่าแท้หายากเต็มที ปัจจุบันล้วนเดินทางมาจากแอฟริกาแทบทั้งสิ้น ทับทิมที่มาจากเหมืองโมก๊ก (Mogok) นั้นแทบจะหมดไปจากเมืงพม่าแล้ว
                สินค้าพวกงานฝีมือก็ได้รับความนิยมไม่แพ้อัญมณี มีทั้งเครื่องถมไม้ลงยา งานแกะสลักไม้สัก สร้อยหิน กำไลหิน เครื่องดนตรี เครื่องสำอางทานาคา (Thanaka) เสื้อผ้าพื้นเมืองทั้งผ้าถุง โสร่ง (โลงจี) รวมไปถึงหนังสือภาษาพม่า บทสวดมนตร์ ฯลฯ
Postcard ที่ระลึกจากแหล่งท่องเที่ยว

งานไม้ลงรักปิดทอง


ภาษาพม่า รู้สักนิดก่อนเดินทาง
                ภาษาพม่ามีวรรณยุกต์เสียงสูงๆ ต่ำๆ คล้ายภาษาไทย การออกเสียงผิดเพี้ยนจะทำให้ความหมายแตกต่างไปด้วย ต่อไปนี้จะเป็นภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน 
สวัสดี = มิงกะลาบา
สบายดีมั้ย = เนเก๊าปาตะลา
สบายดี = เนเก๊าปาแด
ไม่สบาย = เนมะเก๊าบู
เป็นไง? = แบโลเนตะแล
นี่คืออะไร = บาแล
คุณเข้าใจไหม = นาแล่ปาตะลา
ฉันเข้าใจ = จอนอ นาแลปาแด
ไม่เป็นไร = เก็กซะมะซีบาบู
ได้โปรด = เจซูเบย์
ขอบคุณมาก = เจซูตินปาแด
คุณกำลังจะไปไหน = เคมยาแบตวามะ โลแล
เท่าไหร่ (ใช้คิดเงิน) = แบเล่าเหล?

คนพม่าใจดีและเป็นมิตรเกือบทุกคน

               
คำแนะนำบางอย่าง
- ติดถุงผ้าหรือพลาสติกสำหรับใส่รองเท้าเวลาไปวัด เพราะต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าหรือถุงน่องด้วย ถ้ากลัวรองเท้าหายก็จงนำติดตัวไปเถิด
- การเข้าชมวัดหรือสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่สวมเสื้อสายเดี่ยว เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น ควรให้เกียรติสถานที่
-
แลกแบงค์ย่อย USD ไว้ด้วย เพราะเวลาใช้งาน ค่าเข้าชม ค่ากล้อง จะสะดวกกว่าแบงค์ใหญ่
-
ตอนแลกแบงค์พม่า เงินจ๊าด(Kyat) พยายามใช้แบงค์ USD แบงค์ใหญ่ตั้งแต่ 100 USD ขึ้น จะได้เรทที่ดีกว่าใช้แบงค์ย่อย
-
ถ้าชอบทานรสจัดๆ เผ็ดๆ ก็ติดพริกน้ำปลา น้ำจิ้มทะเล ซอส เพราะอาหารพม่านั้นมันมากๆ
-
การสื่อสารพวก internet ไม่ค่อยดี อย่าหวังพึ่งสิ่งเหล่านี้ อย่างพวกใบจองโรงแรมหรือเอกสารก็ปรินท์ติดตัวไปเลย 2 ชุด
-
สำเนาเอกสารสำคัญ พาสปอร์ตวีซ่าติดตัวและติดกระเป๋าไปด้วย
-
โทรศัพท์ใช้ไม่ได้เลย อย่าหวังว่าจะโรมมิ่งหรือซื้อซิมที่โน่น เพราะซิมการ์ดกับค่าโทรราคาแพงมาก ไม่มีสัญญาณ หรือแม้แต่การโทรที่โรงแรมบางที่กลับประเทศไทยก็ไม่ติด สัญญาณไม่ดี
-
เตรียมแบงค์ 10 USD ที่สภาพดีๆ ไม่ยับ ไม่ขาด ไม่มีรอยปั๊มใดๆติดใส่หนังสือเอาไว้จ่ายที่สนามบินย่างกุ้งขากลับด้วย จ่ายพร้อมใบยืนยันการบิน
- ปลั๊กไฟที่พม่าเหมือนกับของประเทศไทย ดังนั้นไม่ต้องเตรียมปลั๊กต่อ3ตาไป