วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Around Osaka, Himeiji ฮิเมจิ เมืองที่ไม่ได้มีดีแค่ปราสาท

        จากตอนที่แล้วเรากล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวในโอซาก้ามามากพอแล้ว มาคราวนี้เราจะขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวรอบนอกเมืองโอซาก้ากันบ้าง ที่ใช้เวลาเดินทางไปไม่เกินสองชั่วโมง โดยครอบคลุมการเดินทางของบัตรโดยสาร Kansai Thru Pass ถึงแม้ตัวเมืองฮิเมจิจะอยู่ในจังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo) การเดินทางไปก็ครอบคลุมเช่นกัน


                ตัวเมืองฮิเมจิ (Himeiji) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโอซาก้า (Osaka) อยู่เลยเมืองโกเบมาอีก สามารถเดินทางได้ทั้งรถไฟสาย JR  Sanyo Shinkansen และ JR Kobe Line จากสถานีรถไฟ Shin-Osaka มาลงที่สถานีฮิเมจิได้เลย ถ้าใช้บัตรโดยสารคันไซก็ต้องขึ้นรถไฟสาย Hanshin Main Line ขึ้นจากสถานีอุเมดะ (Umeda) ไปลงที่สถานี Sanyo-Himeiji ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงจุดหมาย
เมื่อรถแล่นออกไปนอกเมืองในวันธรรมดา คนก็จะโล่งแบบนี้ครับ

     บ้านเมืองฮิเมจิมีขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ ขนาดกำลังพอดี มีความเป็นศิลปะอยู่ทุกมุมเมือง สังเกตได้จากรูปปั้นต่างๆตามท้องถนน การปลูกต้นไม้ดอกไม้ตามที่ต่างๆอย่างลงตัวพอดี มีถนนสายช้อปปิ้งที่ชื่อถนนมิยูกิ โดริ (Miyuki Dori) ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมร้านอาหารแบบชนิดเสิร์ฟเร็วทันใจด้วย
ร้านราเม็งแบบชนิดตู้กดอัตโนมัติ จ่ายเงินแล้วเอาใบเสร็จไปยื่นรอเรียก

มีเมนูราเม็งและข้าวให้เลือกเยอะมากจ้า

หลากหลายอารมณ์ศิลป์บนเส้นทางสู่ปราสาทฮิเมจิ 

การกดตู้ราเม็ง เราต้องมีวินัยเข้าคิวกันนะ
เห็นแล้วปราสาทฮิเมจิอยู่เบื้องหน้า

          ปราสาทฮิเมจิ (Himeiji Castle) ปราสาทหลังขนาดใหญ่ มีความสูง6ชั้น เป็นปราสาทที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด เพราะไม่ถูกทำลายด้วยระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับการบูรณะสิ้นสุดลงเมื่อต้นปี 2015 นี้เอง ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ด้านในตัวปราสาทมีการจัดแสดงอาวุธโบราณ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของตัวปราสาทเอง ค่าเข้าชมคนละ800เยน เด็ก200 เยน การเดินทาง สามารถเดินตรงมาจากสถานีรถไฟฮิเมจิได้เลย หรือจะนั่งรถเมล์สาย Himeiji Castle Loop ก็ได้

ด้านหน้าที่จำหน่ายบัตรผ่านประตูปราสาทฮิเมจิ

จุดชมวิวชั้นบนสุดของปราสาทจะเห็นเมืองฮิเมจิทั้งเมือง

สวนสวยภายในปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิจากฝั่งร้านขายของฝาก
ถ้าได้สั่นกระดิ่งบนยอดปราสาท เชื่อว่าเราจะโชคดี

       สวนโคโคเอน (Koko-En Garden) สวนสวยตั้งอยู่ด้านขวามือติดกับปราสาทฮิเมจิ  ถ้าซื้อบัตรเข้าชมปราสาทบวกกับสวนจะเสียแค่1040 เยน ซื้อแยกเฉพาะสวน  300เยน เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ภายในย่อยไปอีก9สวน สไตล์การจัดสวนที่นี่เป็นสไตล์ยุคเอโดะ มีบ่อน้ำที่มีปลาคาร์ฟแหวกว่ายอยู่ภายในบ่อ มีสะพานและสวนหินสไตล์ญี่ปุ่น เราเชื่อว่าถ้ามาฤดูใบไม้ผลิช่วงดอกซากุระบาน หรือมาช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีคงงดงามมากทีเดียว
ทางเข้าชมสวนโคโคเอน
สวนสไตล์เอโดะท่ามกลางแมกไม้ร่มรื่น

สะพานหินอันเป็นเอกลักษณ์ของการจัดสวนญี่ปุ่น

นี่แหละบ่อปลาคาร์ฟ 
ดอกไม้ผลิบานในฤดูร้อน
ถ้าใครอยากชมบรรยากาศแบบสโลว์ ที่นี่มีมุมชาร้อนให้จิบแบบไม่ฟรีนะ 
เสร็จละข้ามถนนไปเดินช้อปปิ้งฝั่งตรงข้ามดีกว่า

          สุดท้ายเลยถ้ามาเที่ยวแล้วไม่ได้ซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับไปเลยก็กระไรอยู่ ในเมืองฮิเมจิก็เช่นกัน ที่มีมีขนมของฝากมากมายให้เลือกสรรและเป็นผลิตภัณฑ์ของเมืองนี้โดยเฉพาะ ตัวขนมที่ใส่กล่องห่ออย่างสวยงามตามสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ และที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับคนที่เดินเที่ยวมาจนเหนื่อย ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟของที่นี่อร่อยมากจ้า มีขายกันแทบจะทุกร้านเลย 
บอกแล้วว่าเมืองฮิเมจิเต็มไปด้วยดอกไม้ในหน้าร้อน
ไอศครีมแบบ Soft surf ของกินขึ้นชื่อ มีจำหน่ายทุกร้านที่นี่
ร้านขนมของฝากขึ้นชื่อจะอยู่ด้านหน้าปราสาทฮิเมจิ

Tips : ฮิเมจิเป็นเมืองขนาดเล็กใช้เวลาเที่ยวแค่วันเดียวก็หมด หรือถ้าคุณมีเวลาน้อย คุณอาจจะแบ่งครึ่งวันเช้าเมืองฮิเมจิ และครึ่งวันบ่ายจนถึงกลางคืนไปเก็บเมืองโกเบก็ได้

Good-Bye Himeiji, small town slow life. We will visit you again.








เก็บตกโอซาก้า เมืองที่ไม่มีวันหลับ Osaka who never sleep!

ยังกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวโอซาก้าไม่หมด คราวนี้ขอมาต่ออีกนิด ด้วยสถานที่แต่ละแห่งของเมืองโอซาก้านั้นเชื่อมต่อถึงกันหมดด้วยระบบขนส่งมวลชน  แต่เราจะซื้ออย่างไรให้ครอบคลุมจำนวนวันที่เที่ยว ถ้าจะไปภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากคันไซ (Kansai) แนะนำให้ซื้อตั๋วรถไฟ JR Pass ซึ่งก็มีแบบ 7วันให้เลือกซื้อ เป็นระบบรถไฟรางบนดิน เดินทางไปได้หลายเมือง แต่มีข้อจำกัด คือ ถ้าซื้อตั๋ว JR จะไปขึ้นรถไฟสายอื่นไม่ได้นอกจากของ JR เท่านั้น
ย่านชินเซไกยามค่ำคืน
          ส่วนบัตรโดยสารแบบ Kansai Thru Pass นั้น มีให้เลือกทั้งแบบ 3 วัน และ 2 วัน เลือกซื้อได้ที่สนามบินคันไซ (Kansai International Airport) และตามสถานีต่อรถใหญ่ๆ ใจกลางเมือง โดยเจ้าบัตรนี้จะพาเราเดินทางไปได้ทั่วภูมิภาคคันไซ ไม่เว้นแม้กระทั้งรถเมล์ต่างเมือง แต่ไม่สามารถนั่งรถระบบJR และรถชินคังเซ็น หรือรถด่วนพิเศษได้ วิธีใช้งานก็แสนง่ายแค่แตะบัตรลงไปคล้าย Smart Pass ทั่วไป และมูลค่าบัตรไม่หมดเนื่องจากเดินทางได้ไม่จำกัด แต่จะถุกควบคุมด้วยจำนวนวันแทน

                ส่วนวิธีการดูสายรถไฟฟ้าต่างๆ นั้นให้ดูที่ป้ายและสังเกตสีของป้ายว่าเป็นรถสายสีอะไรแล้วเอาไปเทียบกับสายในแผนที่ที่โหลดมาในแอ๊พ โดยระบบขนส่งมวลชน Osaka นั้นมีทั้งหมด9 สาย การเดินทางจากสนามบินก็สามารถใช้สาย Nankai Airport Line ยิงตรงถึงใจกลางเมืองได้เลย
การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสะดวก แต่บางสถานีก็ไม่มีบันไดเลื่อน

ญี่ปุ่นตามเมืองใหญ่ๆยังคงเป็นสังคมก้มหน้านะคะ

สาวญี่ปุ่นใส่ชุดประจำชาติขึ้นรถไฟฟ้าเป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่

       Osaka เป็นเมืองที่มีโรงแรมเยอะมาก หลายระดับราคา แต่เราแนะนำให้จองเสียแต่เนิ่นๆก่อนการเดินทาง เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตที่นักเดินทางทั่วโลกจะต้องมาเยือน ถ้าจองช้าหรือมาหาเอาหน้างานอาจพบว่าเต็มและหาที่นอนไม่ได้ โรงแรมมีให้เลือกตั้งแต่ระดับแคปซูล โฮสเทลที่มีห้องนอนเตียงรวมกับคนอื่นเค้า และ Business Hotel ที่คล้ายโรงแรมเซล ไล่ไปจนถึงระดับเรียวกังที่มีห้องออนเซนส่วนตัวเลย
เครื่องซักผ้าและอบผ้ามักจะมีให้บริการอยู่ทุกโรงแรม

แม้แต่ตู้ขายน้ำอัตโนมัติก็ตาม ไม่ต้องกลัวว่าจะหิวกลางดึก

      มาเที่ยวโอซาก้าคราวนี้เราขอแนะนำโรงแรม Natural Hot Spring Super Hotel ตั้งอยู่ที่สถานี Awaza ใช้รถสายสีชมพู Sennichimae Line อยู่ใกล้กับตลาดปลาโอซาก้า กลางคืนคนไม่พลุกพล่านเงียบสงบ ชั้นใต้ดินของโรงแรมมีออนเซนให้บริการฟรีรวมกับค่าห้อง  ค่าที่พักไม่รวมอาหารเช้า ราคาอยู่ที่ 2500-5000 บาทต่อคืน โดยการเลือกโรงแรมที่พักนั้น เราอาจจะนอนที่โอซาก้าเป็นหลักเลยก็ได้ แล้วค่อยนั่งรถไปเที่ยวเมืองรอบนอก เช่น โกเบ นารา เกียวโต แต่ถ้าสัมภาระคุณใบเล็ก ก็อาจจะย้ายไปนอนเมืองเกียวโตบ้างก็ได้
โรงแรม Natural Hot Spring  

ด้านหน้าโรงแรมกว้างขวางและโอ่อ่า

โรงแรมนี้มีตู้หยอดขายน้ำด้วย 
ห้องน้ำภายในห้องพักคับแคบไปนิด ซึ่งเป็นปกติของโรงแรมในญี่ปุ่น

ต่อไปเราจะขอเก็บตกสถานที่ท่องเที่ยวที่เหลือในโอซาก้านะ

        วัดชิเทนโนจิ (Shitennoji Temple) ตั้งอยู่ในย่านเทนโนจิ เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดและสำคัญที่สุดของโอซาก้า สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 593 โดยเจ้าชายโชโทคุ ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ 4 องค์ และยังมีหอเก็บสมบัติล้ำค่าอายุเก่าแก่กว่าพันปี บริเวณวัดกว้างใหญ่ ทาด้วยสีแดงงดงามมาก ค่าเข้าชม คนละ 300 เยน การเดินทาง นั่งรถไปลงที่สถานี TennoJi
วัดเก่าแก่ วัดชิเทนโนจิ

สร้างแบบเรียบง่ายตามแบบฉบับวัดญี่ปุ่น

ยักษ์เฝ้าประตูวัดดูน่าเกรงขาม

ลานวัดมีบริเวณที่ีกว้างมากๆ 

    หอคอยสึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower) สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดชมวิวของเมืองโอซาก้า โดยมีความสูงทั้งสิ้น 103 เมตร หอคอยแห่งนี้สร้างเลียนแบบหอไอเฟลแห่งกรุงปารีส สร้างครั้งที่สองราวปี 1956 เพราะของเดิมถูกไฟไหม้เสียหาย ปัจจุบันบนยอดหอคอยมีป้ายพยากรณ์อากาศติดอยู่บอกเป็นรายวัน ค่าขึ้นไปชมวิว คนละ 700 เยน ลงรถสถานี Shin-Imamiya 
ภาพเมืองโอซาก้าเมื่อมองจากหอคอยสึเทนคาคุ

หอคอยตั้งอยู่ในย่านเก่าแก่ชินเซไก


บนหอคอยมีการจัดแสดงของขนมแบรนด์ดังด้วย



Osaka Museum of Housing and Living  ใครอยากจะมาย้อนอดีตอันรุ่งเรืองของเมืองโอซาก้าต้องมาที่นี่เลย พิพิธภัณฑ์บ้านและความเป็นอยู่ของชาวเมืองโอซาก้า ซึ่งจะนำพาคุณย้อนอดีตไปตั้งแต่สมัยยุคเอโดะจนถึงสมัยโชวะ เป็นการแสดงความเป็นอยู่ให้ชมผ่านเมืองและโมเดลจำลอง รับรองว่าคุณต้องชอบ เพราะที่นี่ติดแอร์เย็นฉ่ำมากๆจ้า ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 600 เยน เด็ก 300 เยน เด็กเล็กเข้าฟรี การเดินทางใช้รถไฟฟ้าสาย Sakakuji Line/ Tanimachi Line ไปลงสถานี Tenjimbashisu ji


แบบจำลองบ้านคนญี่ปุ่นสมัยโบราณ

สมัยเริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม

โมเดลจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่สมัยก่อน


โมเดลค่อนข้างสมจริง เหมือนดึงเราไปสู่ยุคนั้นเลย

      Umeda อุเมดะ แหล่งช้อปปิ้งทันสมัยตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองโอซาก้า เป็นแหล่งชุมทางต่อรถไฟไปยังเมืองต่างๆ ทั้งไปเมืองเกียวโตและเมืองโกเบ สถานีอุเมดะตั้งอยู่ในเส้นทางวงกลมของสาย Osaka Loop  มีอาคารสูงขึ้นชื่อคือ อาคารอุเมดะสกาย (Umeda Sky Building) ชิงช้าสวรรค์สีแดงชื่อ Hep Five และแหล่งรวมร้านอร่อยตามตรอกซอกซอยมากมาย
อุเมดะยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงสีจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่


            ย่านร้านค้าแบรนด์เนม ชินไซบาชิ (Shinsaibashi)  อยู่ทางทิศใต้ของเมืองโอซาก้า มีสถานี Shinsaibashi นับเป็นสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ย่านนี้จะประกอบด้วย ย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi) แหล่งช้อปปิ้ง ย่านอเมริกามูระ (America-Mura) แหล่งช้อปปิ้งวัยรุ่นเด็ก ถนนมิโดซูจิ (Mido-suji) แหล่งรวมร้านค้าแบรนด์เนมขึ้นชื่อ รวมไปถึงร้านขายของแบรนด์เนมมือสองที่ราคาย่อมเยาพร้อมที่จะทำให้เลือดลมของคุณสูบฉีดและควักจ่ายอย่างไม่รู้ตัวกันไปเลย ตอนกลางคืนบริเวณใกล้เคียงมีบาร์
เปิดมากมายทั้งบาร์ผู้ชายและบาร์ผู้หญิง อย่าเผลอเดินเข้าบาร์โฮสเชียวล่ะสาวสาว
ย่านชินไซบาชิ แหล่องช้อปร้านค้าแบรนด์ดัง

ถนนมิโดซูจิกับบูติคแบรนด์เนมทั้งเส้น

ภายในถนนสายช้อปปิ้งกว่า200 ร้านค้า มีของน่าซื้อมากมาย
เสื้อผ้าสไตล์ญี่ปุ่นและชุดยูกาตะแบบมือสองก็มีขายที่นี่

อย่าเผลอเดินเข้าบาร์โฮสเชียวนะสาวสาว

ยามค่ำคืนป้ายไฟแต่ละร้านอวดประชันโฉมกัน

ยังมีบาร์เล็กๆซ่อนตัวอีกมากตามตรอกซอกซอย


สาวๆ ยามราตรีที่นี่ ไม่หวั่นแม้วันหนาว

          ปิดท้ายที่ย่านของกิน แหล่งวัตถุดิบอันเป็นครัวของญี่ปุ่นที่เราสามารถหาซื้ออาหารสดๆ ปลาสดๆได้ที่นี่ รวมทั้งมีร้านอาหารให้นั่งกินอีกด้วย เพราะที่นี่คือ ตลาดคุโรมอง อิชิบะ (Kuromon Ichiba Market) ตลาดสดเก่าแก่คู่เมืองโอซาก้ามานาน ที่นี่เราสามารถหาปลาปักเป้าสดๆ มาทำซาชิมิได้ และที่นี่ไม่ได้มีแค่อาหารทะเลเท่านั้น แม้แต่เครื่องปรุงรส ผักดอง และผลไม้ก็มีขายที่นี่ 
ร้านนี้มีปลาปักเป้าจำหน่าย

ตลาดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นครัวญี่ปุ่น

ที่นี่มีไข่หอยเม่นสดขายด้วย
มาเลือกซื้ออาหารสดกันเถอะ 
น่าสงสารปลาปักเป้า บางตัวยังหายใจอยู่เลย ราคาแพงมากๆ
แม้แต่ปลาไหลย่างที่นี่ก็มีขาย


ยังมีตลาดอีกหลายแห่ง แต่บรรยายลงในบล็อกนี้ไม่หมด ไว้ไปชมตลาดที่เมืองอื่นกันบ้างละกันนะ