วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

บินเดี่ยวเที่ยวอินเดีย ตอนที่1 แบกเป้คนเดียวเที่ยวเมืองเดลลี (Travel alone to Dehli)

        ครั้งที่แล้วเราสัญญากับคุณผู้อ่านไว้ว่า แล้วเจอกันอีกนะอินเดีย เราจะต้องไปอีกครั้งให้ได้ แต่คราวนี้ขอไปเยือนเมืองหลวงนะ แล้วฝันของเราก็เป็นจริงเมื่อเพื่อนเราสองคนซื้อตั๋วไปกรุงเดลลีไว้ก่อนและชวนเราให้ไปร่วมทริปด้วย เราไม่ลืมที่จะชวนเจ๊ไปอีกคนหลังจากที่ร่วมทริปกันหลายครั้ง โดยจุดมุ่งหมายของพวกเราในครั้งนี้คือ ต้องการไปเหยียบดินแดนทัชมาฮาลให้จงได้ ครั้งแรกเลยได้ผู้ร่วมทริปทั้งหมด5ท่าน แต่แล้วไปไปมามาก็เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ส่งผลให้ทริปส่อเค้าล่มพวกเรากระจัดกระจายอพยพไปอยู่ที่อื่นมีทั้งที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ และมีคนที่ติดภารกิจที่สำคัญ ฉันเองก็ลังเลที่จะเลื่อนตั๋วออกไปหรือว่าทิ้งตั๋ว แต่เมื่อเลื่อนแล้วไม่เห็นอนาคต ด้วยว่าเปิดเทอมแล้วเรียนแบบนอนสต๊อป ก็เลยเป็นไงเป็นกันไปเที่ยวเองคนเดียวคงไม่ตายหรอกน่า

                เราออกเดินทางกันในวันที่ 1 ธันวาคม ทางสายการบินได้ประกาศเลื่อนเวลาบินให้เร็วขึ้น ซึ่งถ้าใครจะบินไปลงกรุงเดลลีในฤดูหนาวมักจะเจอเหตุการณ์นี้เป็นประจำ ด้วยว่าถ้าเที่ยวบินไปถึงดึกมากหมอกก็จะลงหนาและจัดมากและอาจเกิดอุบัติเหตุในการนำเครื่องลงจอดได้ ดังนั้นทริปนี้เขาจึงเลื่อนเวลาทั้งขาไปและกลับให้ไวขึ้น เราจึงต้องปรับแผนการเดินทางภายในใหม่ทั้งหมดโดยเฉพาะวันสุดท้ายที่เราจะต้องกลับมาขึ้นเครื่องให้ทัน

                เราเข้าเช็คอินตั้งแต่บ่ายสาม เครื่องออกเดินทาง 16.45 น. ไปถึงที่นั่นประมาณ 19.30น. ตามเวลาท้องถิ่น ไปถึงจุดนั่งรอขึ้นเครื่องแทบจะไม่มีคนไทยเลย มีแต่คนอินเดียเดินทางกลับประเทศของเค้า เอาแล้วสิ เราจะหาพันธมิตรร่วมเดินทางในครั้งนี้ได้หรือไม่

                บนเครื่องเราสั่งข้าวแกงมันฝรั่งผักมังสวิรัติ ประเดิมอาหารอินเดียมื้อแรกซึ่งความจริงแล้วน่าจะทานอาหารไทยไปให้เต็มที่ก่อน เพราะเราจะต้องทานอาหารอินเดียไปอีก 5วันเต็มๆ เที่ยวบินใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมงครึ่ง นั่งหลับมาตลอดทาง ต้องไม่ลืมที่จะกรอกเอกสารเข้าเมืองให้เรียบร้อยก่อนโดยเฉพาะที่พัก ส่วนรายละเอียดขั้นตอนการขอวีซ่าให้ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://icyjuicybackpacker.blogspot.com/2011/03/indian-visa.html ถ้าต้องการจองตั๋วรถหรือเครื่องบินเพื่อเดินทางภายในประเทศ เว็บนี้ดีที่สุด  คลิกเข้าไปชมได้เลย http://www.mustseeindia.com 

น้ำท่วมทุ่งที่ปทุมธานี มองออกไปราวกับทะเลสาบน้ำจืด
อาหารอินเดียมื้อแรกบนเครื่องของแอร์เอเชีย

                เครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิราคานธี (Indhira Gandhi International Airport) มีชื่อเรียกย่อๆแบบเข้าใจง่ายๆว่า I.G.I Airport สนามบินที่นี่ทันสมัยและสะอาดสะอ้านผิดกับความสกปรกของบ้านเมือง การตกแต่งภายในสนามบินเต็มไปด้วยกลิ่นอายภารตะ อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร  สามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองได้3ทางหลัก คือ 1 Prepaid Taxi ที่เป็นราคาตายตัวไม่สามารถต่อรองได้ (ประมาณ 250รูปี) ซึ่งราคาจะดีกว่ารถแท็กซี่ผีที่จ้องแต่จะฟันนักท่องเที่ยว   2. Airport Bus เดินทางสู่ย่านคอนนอจต์เพลซ (
Connaught Place)
ใจกลางเมือง ค่าโดยสาร50รูปี 3. Airport Link เป็นรถไฟใต้ดินปลายทางสิ้นสุดที่สถานีรถไฟนิวเดลี ค่าโดยสาร 80รูปี วิธีสุดท้ายนี้จะเดินทางได้เร็วที่สุด เป็นการหลีกเลี่ยงการจราจรที่แออัดของกรุงนิวเดลีนั่นเอง
สัญลักษณ์มือสื่อถึงประเทศอินเดียอย่างชัดเจน

สนามบินที่ Terminal 3 ใหม่เอี่ยม

มีอาหารให้บริการที่สนามบินด้วย

ห้องน้ำสัญลักษณ์ชัดเจนเข้าไม่ผิดแน่นอน

            เราเลือกที่จะเดินทางด้วยวิธีสุดท้ายเพราะจุดหมายปลายทางอยู่ใกล้ย่านที่เราจะไปพักคือ ย่านปาหะกันจ์ (Paharganj) ซึ่งถือว่าเป็นย่านถนนข้าวสารของอินเดียที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ระหว่างทางเดินลงไปสู่รถใต้ดินที่ Terminal 3 นั้น เราได้พบกับกลุ่มคนไทย 3คน เค้าเพิ่งเดินทางมาอินเดียเป็นครั้งแรก การซื้อตั๋วรถไฟของที่นี่ยังไม่เป็นตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ ยังคงต้องไปซื้อที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วอยู่ ทางเข้ารถไฟฟ้าจะมีเครื่องสแกนกระเป๋าและสแกนคนด้วย ซึ่งเข้มงวดกว่าเมืองไทยมากๆ กระเป๋าของคุณผู้ชายมีเสียงร้องของเครื่องตรวจจับโลหะดังขึ้น เจ้าหน้าที่เลยสั่งให้รื้อทั้งกระเป๋าปรากฏว่าเต็มไปด้วยโค้กกระป๋องและมาม่าจากเมืองไทย โถๆ มาอินเดียทั้งทีปรับตัวบ้างสักนิดก็ดีนะจ๊ะ
 ทางลงไปสู่รถไฟใต้ดินสู่ใจกลางเมืองนิวเดลี
ภายในรถไฟซึ่งใช้รถรุ่นเดียวกันกับฮ่องกง มีไฟวิ่งแสดงผลว่าไปถึงไหน

คนไทยที่ร่วมทริปแค่เฉพาะบนรถไฟฟ้า

                จากการสนทนาบนรถไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งจึงรู้ว่าพวกเค้าเดินทางกลับกันวันที่ 5 ส่วนเรากลับวันที่ 6 พรุ่งนี้พวกเค้าจึงจองรถไฟไปเมืองอักรากันแต่เช้า (รอบ6โมงเช้า) พวกเขาชวนเราไปร่วมทริปด้วยแต่เราจะต้องไปจองตั๋วรถไฟก่อน รถมาถึงปลายทางประมาณสามทุ่ม กลิ่นอายแห่งเมืองภารตะหวนกลับมาอีกครั้ง เสียงแตรรถที่ดังรัวและถี่ อีกทั้งฝุ่นละอองแบบละเอียดที่เกินค่ามาตรฐานและกลิ่นควันรถลอยขึ้นเตะจมูก ผู้คนที่เนืองแน่นสถานีรถไฟและตามท้องถนน เราไปดูเที่ยวรถไฟที่สถานีรถไฟนิวเดลี (New Dehli Railway station) แต่ก็ต้องถอยกลับเพราะเคาน์เตอร์ซื้อตั๋วล่วงหน้าปิดสองทุ่ม คนไทยกลุ่มนั้นนอนโรงแรมจินเจอร์ (Ginger Hotel) ที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟ ส่วนเรากางแผนที่แล้วเดินอีกนิดเข้าสู่ย่านปาหะกันจ์
ทางเข้าที่พักของเรา Lord's Hotel

                ที่ย่านปาหะกันจ์ถึงแม้ว่าจะดึกแล้วแต่ก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนและร้านค้าก็เริ่มทยอยปิดตัวลง เราเดินไปตามถนน Main Bazaar เป็นถนนสายหลักของที่นี่ เต็มไปด้วยที่พักราคาถูกมากมายแต่ขึ้นอยู่กับศาสตร์และศิลป์ในการต่อรองราคานะ เพราะที่ว่าถูกแล้วอาจจะยังแพงอยู่ เพราะโรงแรมบางแห่งมักจะบอกราคาที่ยังไม่รวมค่าภาษีอีก 10% เราเดินไปกลับอยู่พักใหญ่เลยเลือกที่จะปักหัวลงที่ Lord’s Hotel ที่ดูแล้วค่อนข้างใหญ่และดูดีหน่อย ไม่ได้อยู่ตามตรอกซอกซอย เดินเข้าไปสอบถามราคาตอนแรกเลยเค้าเสนอห้องเดี่ยวคืนละ 600รูปี เราทำท่าจะเดินกลับเค้าเลยเสนอราคาใหม่ที่ 500รูปี แต่บวกภาษีอีก 10% รวมเป็น 550รูปี ราคาพอรับได้เลยขอขึ้นไปชมห้องตัวอย่างก่อน
เคาน์เตอร์หน้าโรงแรม 
ห้องพักของเรานอนได้ตั้ง 3คน มีเตียงเล็กกับเตียงใหญ่

                ห้องพักไม่เลวทีเดียวเราได้ห้อง 3เตียง  แต่นอนคนเดียว ไม่มีแอร์แต่มีน้ำอุ่นก็พอนอนได้แล้วคืนนี้  ที่อยู่ของ Lord’s Hotel : 51 Main Bazar, Pahar Ganj เข้าถนนเมนบาซ่าร์ไปประมาณ 50เมตร โรงแรมจะอยู่ทางขวามือ E-Mail: info.lordshotel@gmail.com ไม่จำเป็นต้องจองก็ได้เพราะที่นี่คนเข้าพักไม่ค่อยเต็ม
                วันพรุ่งนี้เราคงไปเมืองอักราไม่ได้ เพราะเป็นวันศุกร์ ทัชมาฮาลจะปิดทำการไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ดังนั้นเราต้องเบนหัวไปเมืองจัยปูร์แทนเมืองอักรา แทนที่จะเสียเวลาอีกวันเพื่อรอทัชมาฮาลเปิด พรุ่งนี้เช้าต้องไปจองตั๋วรถไฟที่สถานีให้ได้ก่อนแล้วเราจะวางแผนเที่ยวที่เหลือได้ทั้งหมด คืนนี้นอนพักผ่อนซะ โรงแรมที่นี่กลางคืนเงียบ ไม่ได้ยินเสียงแตรจากรถราเท่าใดนัก

ตอนต่อไปนำเที่ยวป้อมแดง (Red Fort) ก่อนจะพาขึ้นรถไฟไปเมืองจัยปูร์ (Jaipur)

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แบกเป้เที่ยวย่างกุ้งตอนที่ 5 เที่ยวชมย่างกุ้งแบบอ้อยอิ่ง แวะช้อปปิ้งตลาดสินค้าพื้นเมืองก่อนมุ่งหน้ากลับเมืองไทย

            และแล้วโครงการแบกเป้เที่ยวพม่าก็เดินทางมาสู่ตอนจบวันสุดท้ายของทริปทำไมเราถึงมักตื่นสายเสมอ ก็เพราะว่าเรามีความเหนื่อยสะสมมานั่นไง วันสุดท้ายเลยตื่นเสียแปดโมงกว่าจะออกมาทานอาหารเช้าได้ก็เก้าโมงกว่า แต่สิ่งแรกที่ทำให้เราต้องตื่นเต้นอีกครั้งนั่นคือขบวนพระบิณฑบาตเป็นแถวยาวผ่านหน้าโรงแรมที่เราพัก เราเห็นชาวบ้านมารอตักข้าวใส่บาตรอยู่ พระที่นี่รับเงินได้เป็นเรื่องปกติแต่สงสัยอย่างว่าพระที่นี่ออกบิณฑบาตกันสายมากๆ ไม่เหมือนบ้านเราที่ออกแต่เช้าตรู่ เพราะพวกเราออกไปเที่ยวกันก่อนที่ขบวนพระจะเดินมาบิณฑบาตเสียอีก
พระและสามเณรออกบิณฑบาตผ่านหน้าโรงแรม 

                หลังจากที่จัดการกับข้าวผัดมื้อเช้าเสร็จแล้ว เราก็ยกกระเป๋าออกมาจากห้องเพื่อเช็คเอ๊าท์และฝากไว้ที่เคาน์เตอร์โรงแรมก่อนที่จะเดินออกไปแบกเป้เที่ยวเมืองย่างกุ้งกันต่อ โดยจุดแรกที่เราจะแวะคือเจดีย์สุเลในตอนเช้า เพื่อนำเงินทำบุญของเพื่อนๆคนไทยที่เหลือบรรจงหยอดใส่ตู้บริจาคให้หมดเพื่อไม่ให้เหลือติดค้างคาใจกันอีก เจดีย์สุเลยามเช้าผู้คนมาทำบุญไม่มากเท่ากับตอนกลางคืนแต่ก็พอมีให้เห็นบ้างประปราย แดดอ่อนๆยามสายช่วยขับสีทองของยอดเจดีย์ให้ทอประกายงดงามยิ่งขึ้น
เจดีย์สุเลในยามเช้า ฝนตกพรำๆ  
ร้านขายกีต้าร์บริเวณฐานเจดีย์สุเล

                เมื่อทำบุญด้วยเงินก้อนสุดท้ายจนหมดแล้ว จุดหมายต่อไปของเราคือเดินเท้าต่อไปยังตลาดโบซกอ่องซาน (Bogyoke Aung San Market) หรือ ตลาดสก๊อตต์ (Scott Market) ซึ่งระหว่างทางเราจะต้องเดินผ่านกลุ่มอาคารสมัยอาณานิคมอังกฤษซึ่งจะประกอบด้วย ศาลากลาง (City Hall) ซึ่งเป็นอาคารผสมผสานระหว่างศิลปะพม่าและอาคารแบบอังกฤษ ส่วนอาคารศาลนั้นเป็นอาคารอิฐสีแดงแบบอังกฤษแท้ๆ
โรงหนังชั้นนำใจกลางกรุงย่างกุ้ง 

อาคาร City Hall และอาคารศาลสร้างแบบอังกฤษ

อาคารศาลใจกลางกรุงย่างกุ้งสร้างแบบอังกฤษแท้ๆ 
มัสยิดใหญ่ในเมืองย่างกุ้งพบเห็นได้ทั่วไป 
               
ตลาดโบซกอ่องซาน (Bogyoke Aung San Market) เป็นตลาดกลางค้าสินค้าพื้นเมืองของพม่า  มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดสก๊อตต์ (Scott Market) เพราะสร้างขึ้นโดยชาวสก๊อตแลนด์ เป็นตลาดที่บรรดานักช้อปชาวไทยไม่ควรพลาดเพราะมีสินค้านานาชนิดจำหน่ายและที่สำคัญสามารถต่อรองราคาได้ สินค้าในตลาดนี้ประกอบด้วย ผ้าปักพื้นเมือง งานแกะสลักไม้ เครื่องเงิน เครื่องเขิน เครื่องดนตรี ตุ๊กตาระบำ ย่าม โสร่งและเสื้อผ้าสไตล์พื้นเมือง ภาพวาดงานศิลปะ และที่สำคัญที่สุดคือ อัญมณีจำพวกหยกและทับทิมที่มาจาก เหมืองโมก๊ก (Mogok) แต่เราขอเตือนท่านๆ สักนิดว่าการหาซื้ออัญมณีควรจะซื้อจากร้านค้าที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจะได้อัญมณีแท้ ซึ่งแน่นอนราคาย่อมแพงเป็นเรื่องปกติ ส่วนทับทิมจากเหมืองโมก๊กนั้นหายากเต็มทีผู้ซื้อต้องทำใจเนื่องจากว่าทับทิมส่วนใหญ่ในปัจจุบันมาจากแอฟริกาทั้งนั้น แล้วนำมาเจียระไนขึ้นตัวเรือนกันที่นี่
ตลาดโบซกอองซาน ตลาดค้าสินค้าพื้นเมืองพม่า 
ผ้าโสร่งนับเป็นสินค้าขึ้นชื่อของประเทศพม่า 
ร้านขายเครื่องเขินและงานแกะสลักไม้กับหุ่นชักรอกแบบพม่า 

หยกนานาชนิดวางโชว์เต็มตู้ 

การต่อรองราคาสินค้าภายในตลาดโบซกอ่องซานนั้นควรต่อรองพ่อค้าแม่ค้าเยอะๆก่อน เพราะที่นี่จะบอกราคากันค่อนข้างสูงมาก ลองให้ทำเป็นไม่สนใจแล้วทำท่าจะเดินจากไป เหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะรีบบอกลดราคาทันที สินค้าที่พวกเราพากันได้ซื้อมาคือ เครื่องประดับเงิน เครื่องเขินไม้ และผ้าโสร่งพม่าของผู้ชาย หรือที่เรียกกันว่า โลงยี (Longyis) ราคาโสร่งผืนละ 5000 จ๊าด
บรรยากาศภายในตลาดเต็มไปด้วยชาวต่างชาติและคนพื้นเมืองมาจับจ่าย 
อัญมณีขึ้นชื่อของพม่านั่นคือหยกนั่นเอง

                เมื่อเดินถัดออกมาจากตลาดนิดหน่อยก็จะพบ โบสถ์โบราณสไตล์โกธิค  เป็นโบสถ์คาทอลิกแบบยุโรปก่อด้วยอิฐสีแดง ถ้าคุณว่างพอก็สามารถเดินเข้าไปถ่ายรูปที่นี่ได้ เพราะอยู่ติดกับตลาด ส่วนบริเวณหน้าตลาดจะมีทหารรักษาการณ์ยืนถือปืนอยู่ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ราชการและเค้ามีไว้เพื่อป้องกันการโจรกรรมที่อาจเกิดขึ้นในตลาดค้าอัญมณีนั่นเอง
โบสถ์คาทอลิกสไตล์โกธิค และอาคารเก่าแก่มักจะสร้างด้วยอิฐสีแดง

         มื้อเที่ยงวันนี้เราขอยกระดับการรับประทานอาหารกันบ้าง ถ้าคุณผู้อ่านติดตามเรามาตลอดว่าแต่ละมื้อเราจะทานกันแต่ข้าวแกงพม่า ไม่ก็อาหารอินเดียหรืออาหารมื้อเช้าของโรงแรม แต่มื้อกลางวันนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายในกรุงย่างกุ้งเลยอยากทานอาหารดีดีบ้าง แล้วเราก็มาสะดุดกับภัตตาคารแห่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นของโรงแรมที่ตั้งอยู่ด้านใน ภัตตาคารนี้ขายอาหารระดับนานาชาติมีชื่อว่า Zawgyi House Café  ถือว่าเป็นร้านไฮโซของที่นั้นเลยทีเดียว เพราะไม่ปะหน้าคนพื้นเมืองเลยสักคน มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งหมด
  Zawgyi House Café  ภัตตาคารนานาชาติชั้นเลิศ 
น้ำพั้นช์แบบค็อกเทลรสผลไม้รวม

          เรานั่งที่ระเบียงด้านนอกของร้าน สั่งต้มหมี่ซั่วและหมี่ผัดมานั่งทาน นอกจากนี้เรายังได้ลองสั่งพิซซ่าแบบอิตาเลียนมานั่งทานกันด้วย ก่อนตบท้ายด้วยน้ำเมล่อน ซึ่งเดินทางไกลมาจากเมืองบากันโน่น (Bagan Melon Juice ) แก้วละ 1500 จ๊าด แต่รสชาติออกมันแตงไทยจนเลี่ยน และพลาดไม่ได้กับค็อกเทลสูตรเด็ดที่เราสั่งมาใส่ขวดเกือบ1ลิตร เล่นเอาหัวหมุนตอนกลางวันได้เหมือนกันนะนี่ สนนราคามื้อนี้หมดไปที่ 24,000 จ๊าดจ้า
น้ำเมล่อนจากเมืองบากันซึ่งเป็นผลไม้ตามฤดูกาลเท่านั้น
พิซซ่ารสชาติแบบอิตาเลี่ยนแท้ๆ
หมี่ซั่วต้มแบบจีน แต่หน้าตากลับคล้ายแกงจืดเสียมากกว่า

         ทานอิ่มกันถ้วนหน้าจนแทบเดินไม่ไหว อย่างนี้เราต้องกลับไปเดินที่ตลาดโบซกอ่องซานอีกสักรอบเพื่อให้ระบบย่อยเผาผลาญ และเผื่อว่าจะหาซื้อของถูกใจได้เพิ่มมาอีกด้วยแต่แล้วเราก็ไม่สามารถหาซื้ออะไรได้อีกนอกเสียจากแป้งทาหน้า ทานาคาของพม่าที่ต้องมานั่งเจ็บใจภายหลังเมื่อรู้ว่าเป็นสินค้าที่มาจากเมืองไทย
หลากชีวิตบนท้องถนนหน้าตลาดโบซกอ่องซาน

แม้แต่คนพื้นเมืองก็ยังเดินทางมาจับจ่ายซื้อของกันที่นี่

             เดินตลาดเพลินจนบ่ายสองได้เวลาที่เราจะต้องกลับไปยังที่พักเพื่อจัดกระเป๋าเพิ่มเติมและเดินทางไปยังสนามบินย่างกุ้ง ระหว่างทางเดินกลับเรายังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปวิถีชีวิตคนเมืองที่ดูไม่เร่งรีบเท่าใดนัก และตึกรามบ้านช่องในสมัยอาณานิคม ถึงแม้ประเทศนี้จะถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารแต่แววตาที่ฉายออกมาจากคนที่นี่ยังแสดงถึงความสุขที่เต็มเปี่ยม เพราะสังคมของเขามิได้แก่งแย่งแข่งขันเหมือนกับอีกหลายสังคมในทุกวันนี้นั่นเอง
เห็นรถเมล์จอดอยู่ข้างทางก็เลยขอเนียนทำเป็นนั่งรอรถเมล์เสียเลย 

ด้านขวามือคือเกสท์เฮ้าส์ราคาถูกอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กันกับที่พักของเรา 

เพิ่งจะรู้ว่าในเมืองย่างกุ้งจะมีสโมสรฟุตบอลเป็นของตนเองด้วย

            และแล้วงานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกรามีพบแล้วก็ต้องมีจาก เมื่อเราต้องอำลากรุงย่างกุ้งกลับสู่กรุงเทพมหานคร คนขับรถคนเดิมมารับพวกเราที่โรงแรมตามที่ได้นัดไว้ตอนประมาณบ่ายสามเพื่อเหมารถไปสนามบินในราคา 10ดอลลาร์ มีผู้ร่วมทางอีกสามคนเป็นชาวต่างชาติที่พักที่โรงแรมเดียวกัน พวกเขาต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ เหมือนกับพวกเรา เราเลยเสนอให้พวกเขาได้อาศัยรถนั่งมาด้วยกัน ไม่นานนักรถก็แล่นถึงสนามบิน เราต้องขอขอบคุณ คุณไกด์ผู้ใจดีที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับพวกเราตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายโดยที่ไม่เคี่ยวกับพวกเราเลยสักนิด เจ๊เลยขอจัดแจงตบรางวัลทิปให้อย่างงามให้สมกับที่ดูแลเราเป็นอย่างดี

ถึงแล้วสนามบินย่างกุ้ง

ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกกันหน่อย

 
            เมื่อถึงสนามบินแล้วต้องไม่ลืมที่จะจ่ายค่าภาษีสนามบินต่างหาก 10 ดอลล่าร์นะ เพราะภาษีสนามบินฝั่งขากลับจากกรุงย่างกุ้งมิได้รวมอยู่ในอัตราค่าโดยสารของสายการบินแอร์เอเชียครับ อาคารผู้โดยสารช่วงบ่ายเต็มไปด้วยผู้คนทั้งมารอรับญาติและมาขึ้นเครื่องเพราะที่นี่เค้าไม่ได้แยกจากกันสิ้นเชิง ส่งผลให้คณะของเราไม่มีที่นั่งรอเครื่องเลย แต่ดีที่ร้านขนมและเครื่องดื่มเล็กๆในสนามบินราคาไม่สูงเกินไปเหมือนสนามบินบ้านเรา ยังพอพึ่งพาอาศัยกันได้ เมื่อเสียค่าภาษีสนามบินและโหลดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่จะหลีกหนีความวุ่นวาย เข้าสู่ส่วนของผู้โดยสารขาออก ภายในนั้นยังมีร้านค้าเล็กๆที่คอยละลายทรัพย์นักท่องเที่ยวอีกมากมาย ซึ่งมีทั้งร้านขายหยก ขายชา ขายของที่ระลึกของพม่า ในที่สุดเราก็ได้หนังสือเล่มเล็กๆนำเที่ยวเมืองย่างกุ้งมาในราคาเล่มละ 6ดอลล่าร์ แบกเป้เที่ยวพม่าในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณแอร์เอเชียที่ได้เสนอโปรโมชั่นดีดี ถึงแม้ช่วงเวลาเดินทางยังไม่ดีนักเพราะเป็นฤดูฝน นักท่องเที่ยวน้อยมาก ถึงอย่างไรคราวหน้าหากมีโอกาสได้มาเยือนพม่าอีกเป็นครั้งที่สาม เราก็จะไม่พลาดเมืองบากันและเมืองมัณฑะเลย์แน่นอน แล้วพบกันใหม่ครับ

มุมกาแฟและเบเกอรี่เล็กๆ ภายในสนามบินย่างกุ้ง 

ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีสนามบินขากลับคนละ 10 ดอลล่าร์ 
สายการบินประจำชาติของพม่า

ลาแล้วจ้ากรุงย่างกุ้งแล้วพบกันใหม่นะ