วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อคุณแม่เปรี้ยว อยากแบกเป้เที่ยวหลวงพระบาง ( Trip for mom, Backpack to Lhuang Phrabang) ตอนที่ 4 วัดเชียงทอง มรดกโลก พร้อมลิ้มรสอาหารฝรั่งเศส แวะชมตลาดมืดก่อนกลับ


       วัดเชียงทองราชวรวิหาร ครั้งนึงเราเคยมาเยือนที่นี่เมื่อปี 2548 เราอดไม่ได้ที่จะนำภาพจากกล้องฟิล์มที่เคยถ่ายไว้ มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าในโลกปัจจุบันด้วย และมันทำให้เราได้รู้ว่าแม้กาลเวลาจะหมุนผ่านไปก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของวัดเชียงทองลดน้อยลงเลย
จริงๆ มีคนทำแบบนี้มาก่อนเรานานแล้ว แต่เราเพิ่งจะลุกขึ้นมาทำ (2005 VS 2017)
เป็นการ Throw back trip ที่มีความสุขจริงๆ 


         วัดเชียงทองเป็นวัดที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดและงดงามที่สุดในเมืองหลวงพระบาง เป็นวัดที่ไม่ได้ถูกทำลายด้วยภัยสงคราม ตัววัดตั้งอยู่บริเวณริมสุดของเมืองติดกับแม่น้ำ ถ้าขี่จักรยานมาจากย่านตลาดเช้ามันก็จะไกลๆหน่อย วัดเชียงทองสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ราวๆปี พ.ศ.2102 เป็นศิลปะล้านช้างที่สมบูรณ์ที่สุด หลังคาสิมหรืออุโบสถเป็นหลังคาจั่วสูงและลาดต่ำลงมาแบบหลายชั้นดูงดงาม โดยขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของผู้สร้าง ยิ่งมีหลายขั้นมากๆ อุโบสถนั้นก็จะยิ่งงดงาม และสิมของวัดเชียงทองตรงกลางของหลังคาจะมีช่อฟ้าประดับด้วย โดยที่วัดแห่งนี้ได้มีช่อฟ้ามากถึง 17 ยอดเลยทีเดียว
มาถึงแล้ว ทางเข้าวัดเชียงทองจากฝั่งถนนเส้นหลัก 
น่าเสียดายที่ซุ้มจำหน่ายตั๋วทำขึ้นมาแบบชั่วคราว
ลองนับดู ช่อฟ้าที่สิมหลักมียอดถึง 17 ยอดเลย

             ก่อนจะเข้าชมวัดเชียงทองเราจะต้องจ่ายค่าตั๋วเข้าชมก่อนคนละ 20000กีบ จากประตูทางเข้าฝั่งถนน เวลาเปิดปิด 6.00-17.30 น. วัดแห่งนี้เข้าออกได้สองทาง คือฝั่งถนนสักกะลินกับฝั่งถนนเลียบแม่น้ำ เมื่อเข้ามาทางซ้ายเราจะเห็นโรงเมี้ยนโกศก่อน ภายในเป็นสถานที่เก็บพระโกศและราชรถของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา อาคารเป็นไม้ทาสีทองอร่ามพร้อมกับสลักลวดลายตามประตูเป็นเรื่องราวรามเกียรติตอนต่างๆ 
โรงเมี้ยนโกศเรือนสีทองอร่าม 
ราชรถบรรจุพระโกศของเจ้ามหาชีวิตประเทศลาว
ประตูไม้แกะลวดลายเรื่องเล่ารามเกียรติ 

         เราเดินผ่านอาคารปูนที่มีการเขียนลายลงรักปิดทองสวยงามแบบที่หาที่ไหนไม่ได้อีกจากสิมหลัก และเดินผ่านหอพระม่านกับหอพระพุทธไสยาสน์ให้สังเกตภาพกระจกสีบนพื้นปูนสีชมพูกับสีแดงให้ดี ศิลปะแบบนี้หาไม่ได้จากวัดอื่นๆ เราเรียกศิลปะแบบนี้ว่า ลายดอกดวงหลวงพระบาง โดยลวดลายจะเป็นลายวิถีชีวิตของหลวงพระบาง แต่ภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ถือว่าเป็นไฮไลท์ที่ทุกคนต้องมาถ่ายภาพคือ ภาพต้นทองหรือต้นงิ้วนั่นเอง อยู่ด้านหลังของหอพระ ลายนี้พบเห็นได้ตามของที่ระลึกทั้งกระดาษสาและผ้าปักลายก็ล้วนนำลวดลายจากวัดนี้ไปทำครับ
สิมหรืออุโบสถหลักวัดเชียงทอง
พระประธานประจำสิมหลัก  
ลวดลายงานลงรักปิดทองภายในสิม 
แม้แต่ด้านบนหลังคาก็ยังคงลวดลายงดงาม

ลอยดอกดวง สไตล์หลวงพระบางแท้ๆ 
หน้าต่างในตำนานที่หอพระที่ทุกคนต้องมาโผล่หน้าถ่ายรูป 
นี่แหละหอพระม่านที่ต้องเอาตาแนบรูที่ประตูเพื่อชมพระข้างใน 
นี่ก็คือลวดลายต้นงิ้วในตำนานที่มาเป็นลายผ้าและกระดาษสา
กาลเวลาผ่านไป12ปี ลวดลายยังคงงดงามตามเดิม
ลายลงรักปิดทองของสิมวัดเชียงทอง
ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง
ลวดลายที่หน้าต่างในตำนาน
ด้านหน้าของสิมวัดเชียงทอง
ป้ายวัดเชียงทองในปัจจุบันเมื่อเทียบกับอดีต

   เสร็จจากทริปสุดท้ายที่วัดเชียงทองเราก็ได้กลับมายังที่พักตุ้ยโฮมสเตย์ เพื่ออาบน้ำและพักผ่อนก่อนที่จะออกไปดินเนอร์อาหารฝรั่งเศสแท้ๆ ในตัวเมืองหลวงพระบาง  ก่อนอื่นเราไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณและให้ทิปคนขับรถสำหรับการเดินทางที่ราบรื่นในวันนี้ 
รถของโรงแรมมารอรับพวกเราที่บันไดด้านล่างของวัดเชียงทอง
ห้องนอนขนาดใหญ่ของตุ้่ยโฮมสเตย์ 
ห้องน้ำโล่งโปร่งขนาดใหญ่ แต่งตัวในห้องได้เลย 

    ทริปกินเที่ยวหลวงพระบางครั้งนี้ต้องจัดเต็ม สรรหาพาชิมให้ทั่ว ดังนั้นมื้อที่สี่ของหลวงพระบางจึงเป็นอาหารฝรั่งเศส ซึ่งอาหารสัญชาตินี้มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนลาว สังเกตได้จากมีข้าวจี่ปาเต้ หรือขนมปังบาแก็ต (Baquette) ขายอยู่ทุกมุมเมือง ด้วยว่าประเทศลาวครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง
พักผ่อนเสร็จได้เวลาเดินออกไปหามื้อเย็นทานกัน
นี่ไงแซนด์วิชฝรั่งเศส หรือข้าวจี่ปาเต้ในถาษาลาว
มาถึงแล้วร้าน เลเลฟัง เราจะมาชิมอาหารฝรั่งเศสกันที่นี่

     ภัตตาคารที่เราจะพาทุกท่านไปชิม มีชื่อว่า ร้านเลเลฟัง (L’Elephant Restaurant) เป็นภาษาฝรั่งเศศ แปลว่า ช้าง นั่นเอง ร้านเลเลฟังหาง่ายเพราะตั้งอยู่หัวมุมถนนตรงข้ามกับวัดหนองสีคูณเมือง ตึกเป็นอาคารทรงโคโลเนียลทาสีเหลืองสวยงาม ภายในมีโต๊ะเยอะมาก เวลาเปิดปิด 12.00-14.00 น. สำหรับมื้อกลางวัน และ 18.00 -22.00 น. สำหรับมื้อเย็น สำหรับหน้าไฮและวันสุดสัปดาห์ควรโทรจองล่วงหน้าเพราะโต๊ะจะเต็ม
แม่ไม่สนที่จะเริ่มกินเลยมัวแต่ฟินกับการส่งรูปอาหาร
จานนี้พายผักโขมพร้อมสลัดเครื่องเคียงจ้า 
ซุปมะเขือเทศสไตล์ฝรั่งเศส

        ภายในร้านเต็มไปด้วยชาวตะวันตกและข้าราชการลาวมาเลี้ยงรับรองแขกกัน การให้บริการจะเป็นแบบสไตล์ฝรั่งเศสมีบริกรใส่ชุดสุภาพเรียบร้อย เมนูอาหารมีทั้งแบบตามสั่ง A La Carte และอาหารแบบคอร์ส  ซึ่งจะเสริ์ฟไปตามลำดับขั้น เริ่มตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อย จานหลักและของหวาน เราสองแม่ลูกสั่งกันมาคนละเซ็ท ราคารวมกันทั้งหมด 320000 กีบ จะมีจานไหนเด็ดมั่งมาดูกัน
จานนี้เป็นเมนูปลาอบ เมนูนี้ค่อนข้างคลีน 
จานนี้เป็นสะโพกไก่อบซอส 
แม้แต่แผ่นรองแก้วยังมีLogo เลย
ว้าว Caramel Custard ของชอบเลย

         หลังจากท้องอิ่มแล้วกองทัพต้องเดินด้วยขาต่อไปจ้า เราจะพาแม่ไปออกกำลังกายด้วยการเดินฝ่าลมหนาวจากร้านอาหารไปจนถึงตลาดกลางคืน (Night Market) หรือที่คนที่นั่นเรียกว่าตลาดมืดนั่นเอง ตลอดทั้งสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยร้านขายของงานฝีมือ งานไอเดียเก๋ๆ มากมาย นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆของร้านที่เปิดมาให้พวกเราได้เข้าไปชื่นชม เสพศิลปะ ไม่ซื้อไม่หา เจ้าของร้านก็ไม่ว่ากัน
เจ้าของร้านกับอีเห็นที่เลี้ยงไว้
แม่ฉันถูกใจกระเป๋าคลัชท์ ร้าน Passa Paa 
ลายผ้าร้านนี้ค่อนข้างทันสมัย เราชอบคุณแม่ก็ชอบ 
กระเป๋าย่ามผ้าร้านนี้สีสดมาก 
ร้านPassa Paa ของมีเอกลักษณฺ์เฉพาะ สวยงามทุกชิ้น

       ตลาดมืดหรือถนนคนเดินที่เมืองหลวงพระบาง เปิดตั้งแต่ 18.00 -24.00น.  ตั้งอยู่บนถนนสีสะหว่างวง ติดกับหอพิพิธภัณฑ์หลวงพระบางและพระธาตุพูสี ถ้าเดินดูแบบผิวเผินอารมณ์จะคล้ายกับถนนคนเดินที่เชียงใหม่หรือปาย ที่เต็มไปด้วยของพื้นเมือง ของอาร์ตๆขาย จะแตกต่างบ้างก็ตรงที่มีเสื้อยืดสกรีนลายเมืองหลวงพระบางเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีผ้าซิ่นทอมือ ผ้าฝ้ายพื้นเมือง กระเป๋าปัก โดยเฉพาะลายช้างจะเหมือนกับงานเชียงใหม่มากๆ จะซื้ออะไรให้ต่อรองราคาให้ดี ไม่ต้องรีบซื้อ ลองเดินดูหลายๆร้านแล้วเทียบราคาเอา เพราะแต่ละร้านขายสินค้าใกล้เคียงกันหมด แต่ถ้าจะซื้อผ้าทอมือไปซื้อที่บ้านซ่างค้องจะดีกว่า เพราะตอนกลางวันจะเห็นลวดลายต่างๆได้ชัดกว่าครับ
จำได้ไหม ลายต้นทองหรือต้นงิ้วที่วัดเชียงทอง 
ของที่ระลึกที่นี่หากดูเผินๆ จะคล้ายของตามถนนคนเดินในภาคเหนือบ้านเรา 
ผ้าทอมือที่นี่ราคาจะสูงกว่าบ้านผานม ให้ลองต่อรองราคาดีดี 
ร้านขายผ้าที่ตลาดมืดมีเยอะมาก
แม่ฉันติดใจผ้ากันเปื้อนทำจากผ้าฝ้ายปักลาย ตกผืนละ200 บาท สอยได้กลับมา2ผืน 
ดึกๆหน่อยหลังสี่ทุ่มคนก็บางเบาแล้ว

พรุ่งนี้เราจะพาตื่นแต่เช้าไปเดินชมตลาดเช้าประจำเมืองหลวงพระบางกันครับ ไปดูกันว่าตลาดสดประจำเมืองเค้าจะขายของอะไรกันบ้าง 



วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อคุณแม่เปรี้ยว อยากแบกเป้เที่ยวหลวงพระบาง ( Trip for mom, Backpack to Lhuang Phrabang) ตอนที่ 3 เมื่อคุณแม่แบกเป้ลงเรือเที่ยวน้ำตกตาดแส้ ไม่สตรองจริงทำไม่ได้นาจา



รอบนอกเมืองหลวงพระบางยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกหลายแห่ง สำหรับคนที่ต้องการคลายร้อนยามเที่ยงหรือบ่าย เราขอแนะนำให้คุณไปเที่ยวน้ำตกซึ่งมีทั้งน้ำตกตาดแส้และน้ำตกตาดกวางสี ในประเทศลาวเขาเรียกน้ำตกว่า ตาด ทริปนี้เราพาคุณแม่มาด้วยพี่เขาเลยแนะนำให้ไปตาดแส้จะดีกว่า เนื่องจากทางเดินไปน้ำตกลาดชันน้อยกว่า
แม่ฉันสะพายเป้ลงเรือนั่งชิวชมความงามริมสองฝั่งแม่น้ำ
ถ้าไม่เหมารถมาแบบเรา ให้ลองติดต่อรถสองแถวแบบนี้ในตัวเมืองหลวงพระบางมีให้บริการทัวร์น้ำตกกับถ้ำติ่ง หรือถ้ำปากอู ราคาจะถูกกว่า แต่จะต้องนั่งรวมมากับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ครับ 
หมู่บ้านแอน มีอาหารพื้นบ้านง่ายๆ ปลาปิ้งก็จับจากแม่น้ำสายนี้แหละ

          สำหรับการเดินทางมาที่ตาดแส้นั้นเราจะต้องนั่งรถมาลงที่หมู่บ้านแอนเพื่อลงเรือต่อไปยังน้ำตก ค่าเรือไปกลับระหว่างบ้านแอนไปยังน้ำตกอยู่ที่ 20000 กีบ ราคาสำหรับสองคน เรือที่เรานั่งเป็นเรือหางยาวเล็กก็จะทุลักทุเลพอสมควรสำหรับคุณแม่ แต่โชคดีจริงๆที่ทั้งชาวบ้านน้ำใจงามที่โดยสารมากับเรือกับคนขับเรือช่วยกันดึงแม่ขึ้นจากเรือครับ
ที่หมู่บ้านแอนจะมีแผนที่พร้อมเรือนำเที่ยวน้ำตกให้บริการ 
แม่ฉันพร้อมมากๆจ้า เตรียมตัวลงเรือแล้ว
ริมฝั่งน้ำชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย 
เรือแล่นไปอย่างช้าๆ ไม่เร็วนัก และไม่มีชูชีพ
เรือเข้าเทียบท่าฝั่งน้ำตกตาดแส้ ใช้เวลาประมาณ 15นาที 

          เมื่อถึงตาดแส้แล้วนักท่องเที่ยวทุกคนต้องเดินเข้าไปซื้อตั๋วที่สำนักงาน คนละ15000กีบ ชั้นของน้ำตกเป็นหินปูนสีขาวตัดกับผืนน้ำสีเขียว ตาดชั้นล่างสุดห้ามลงเล่นน้ำ ถึงจะป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่มากก็ตาม เพราะที่นี่เขาเอาไว้ให้คนขี่ช้างเล่นน้ำตกนั่นเอง สนนราคาขึ้นขี่ช้างเราไม่ได้ถามแต่เห็นนักท่องเที่ยวชาวจีนจะชอบกันมากๆ น่าจะติดต่อได้ตรงจุดซื้อตั๋วนั่นแหละ สำหรับน้ำตกชั้นที่สองขึ้นไปนั่นแหละคนถึงจะลงเล่นน้ำได้ แต่คนก็ลงเล่นน้อยมาก เนื่องจากวันที่เราไปอุณหภูมิแค่ 20 องศา 
เจ้าหน้าที่โชว์ตั๋วพร้อมเชิญชวนให้พวกเราขี่ช้างเล่นน้ำตกด้วย 
น้ำตกมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นแรกมีไว้อาบน้ำช้าง 
ครกกระเดื่องตำข้าวแบบโบราณขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำ
ร้านกาแฟตั้งอยู่บริเวณตาดชั้นแรก 
ตาดแรกห้ามลงเล่นน้ำ เพราะเป็นจุดที่ช้างจะเดินผ่าน
ความงามของสายน้ำที่ตัดกับผืนน้ำสีมรกต 
เจ้าถิ่นมาทวงพื้นที่คืนแล้ว
ตาดชั้นที่สองจะเริ่มเห็นคนเล่นน้ำ แต่น้ำที่นี่เย็นมาก 

หากใครมาเล่นน้ำที่นี่แล้วเหนื่อยหรือหิว บริเวณชั้นล่างของน้ำตกตาดแส้ยังมีร้านอาหารให้บริการถึง2ร้าน อาหารที่ขายเป็นอาหารตามสั่งจำพวกจานเดียวและมีพวกส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผาด้วย แน่นอนล่ะ เราสองแม่ลูกอดไม่ได้หรอกที่จะสั่งส้มตำปลาร้า หมูทอดและปลาเผามากินกับข้าวปุ้นและข้าวเหนียว
ถ่ายจากชั้นบนลงมายังแอ่งชั้นที่สอง
ซุ้มขายกาแฟกลางป่า กลมกลืนไปกับธรรมชาติ 
ที่นี่เราได้เพื่อนใหม่เป็นสาวชาวจีนด้วย
แม่ฉันชอบกินตำหมากหุ่งมากๆ
เต็มโต๊ะขนาดนี้เชื่อมั้ยว่ากินหมด ทั้งโต๊ะ 85000กีบ
นกยูงประจำน้ำตกตาดแส้ เขาเลี้ยงไว้ในกรง
ลาก่อนนะเจ้าช้างน้อย 



                หลังจากที่กินอิ่มแล้วนั่งเรือกลับมาจากน้ำตกแล้ว เพราะน้ำตกที่นี่ปิดประมาณ 5โมงเย็น เรายังมีเวลาเหลือเฟือที่จะได้เข้าไปเที่ยวหลวงพระบางในเมือง เราเลยขอให้เขาพาเราไปวัดเชียงทองอีกสักที่นึงก่อนที่จะกลับมาพักที่โรงแรม