วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เที่ยวบรูไน แบบตามใจฉัน ทริปออกแบบได้ชีวิตก็ออกแบบได้ Backpack to Brunei Darussalam

เที่ยวบรูไน แบบตามใจฉัน ทริปออกแบบได้ชีวิตก็ออกแบบได้ Backpack to Brunei Darussalam


                ไปเที่ยวบรูไนทำไมมีอะไรหรือ มีแต่คนถามว่าไปทำไมไม่เห็นมีอะไรเลย เป็นประเทศที่ตั้งขึ้นมาใหม่ไม่นานนี้เอง แต่รู้ไหมว่าประเทศบรูไนเกิดใหม่ไม่นานก็จริงแต่มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่าอย่างน้ำมันนี่เอง ที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งในภูมิภาคแห่งนี้ โดยที่ประชากรที่นี่ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะรัฐได้สร้างความมั่งคั่งด้านสวัสดิการรัฐไว้แล้ว เป็นดินแดนที่เม็ดเงินได้ดึงดูดแรงงานข้ามชาติในAEC เข้าไปทำงานเพื่อแลกกับหยาดเหงื่อแรงงาน  บรูไนประเทศเล็กๆในกลุ่ม AEC ที่มักถูกลืมเซ็ทเป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทาง วันนี้เราจะได้พาทุกคนรีเซ็ทจุดหมายใหม่และออกเดินทางไปสัมผัสดินแดนแห่งนี้กันครับ
มัสยิดงามเลอค่าใจกลางเมืองหลวงของบรูไน
ประเทศบรูไนร่ำรวยได้ด้วยทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่า คือน้ำมันนั่นเอง

           ประเทศบรูไนมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “เนการา บรูไน ดารุซซาลาม” ( Negara Brunei Darussalam) แปลว่า ดินแดนแห่งสันติสุข เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่มประชาคมอาเซียน ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะบอร์เนียว  มีภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าไม้ พื้นที่ลุ่มน้ำเต็มไปด้วยป่าชายเลนและดินดอนปากแม่น้ำ  มีภูมิอากาศแบบร้อนชื้นมีฝนตกชุกตลอดปี ด้านการเงินใช้เงินสกุล ดอลล่าร์บรูไน (Dollar Brunei) โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ คือ ประมาณ 1ดอลล่าร์ = 25บาทไทย สามารถใช้เงินสิงคโปร์ที่นั่นได้เลย แต่จะได้รับเงินทอนมาเป็นเงินบรูไนครับ
เมื่อแลกเงินแล้วอย่าลืมทำการบ้านด้วยหนังสือและรีวิวนำเที่ยวครับ

       บรูไนมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยปกครองแบบรัฐสุลต่าน มีเมืองหลวงชื่อกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan)  ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและใช้ภาษามาเลย์ (Bahasa ) เป็นภาษาประจำชาติ และมีการใช้ภาษาอาหรับอย่างแพร่หลายตามป้ายสถานที่ราชการ แต่หากสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ คนที่นั่นก็สามารถพูดจาตอบโต้ได้ดี
คนบรูไนเป็นมิตรมากๆจ้า

           เกริ่นแนะนำประเทศบรูไนมาเสียยาว มาเล่าถึงวิธีเดินทางไปบรูไนกันบ้าง มีหลายสายการบินที่ให้บริการบินตรงจากไทยไปบรูไน คือสายการบิน รอยัลบรูไน (Royal Brunei) และสายการบินไทย แต่ราคาก็แพงตามสายการบินชั้นนำ และมีเที่ยวบินต่อเครื่องที่มาเลเซีย ก็จะมีของแอร์เอเชีย (Airasia)  และมาเลเซียแอร์ไลน์  (Malaysia Airline) ไปเที่ยวบรูไนครั้งนี้เราเลือกใช้สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ซึ่งจัดโปรโมชั่นอยู่ที่ 5600 บาท ไปกลับรวม 4 ขา แพงกว่าแอร์เอชียประมาณ 1พันบาท แต่เราเลือกเพราะว่ามันรวมค่าโหลดน้ำหนักกระเป๋า และอาหารบริการบนเครื่องทั้ง4มื้อไว้แล้ว โดยเที่ยวบินจะมีการแวะพักที่สนามบิน KLIA กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไป กัวลาลัมเปอร์ ประมาณ2ชั่วโมง และบินข้ามทะเลจาก KL ไปบรูไนอีก 2 ชั่วโมง หลายคนอาจจะมองว่ามันเสียเวลามากแต่สำหรับเรามันคือความคุ้มค่ามากที่ได้แวะเดินช้อปปิ้งที่สนามบิน KL และเก็บเงินอีก5000 บาทที่จะต้องแลกกับการบินตรงไปจ่ายค่าเดินทางท่องเที่ยวแทนครับ
ไฟลต์เราเช้ามากๆ แลกกับราคาที่ถูกแสนถูก
อาหารที่เสริฟ์บนเครื่องเช้านี้ครับ เป็นข้าวแกงสไตล์มาเลย์

         เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิกันตั้งแต่6.00น. เช้ามากจนไม่อยากจะตื่นมาสนามบินเลย ยังดีที่มีอาหารเช้าเสริ์ฟบนเครื่อง ใช้เวลาเดินทาง2 ชั่วโมงถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ แล้วความฟินก็เกิดขึ้น เมื่อเราได้เจอร้านอาหารเจ้าอร่อยแบรนด์ดังของมาเลเซีย  Old Town White Coffee แถมข้าวของที่สนามบินก็น่าซื้อมากๆ ราคาจูงใจสุดๆ แต่เดี๋ยวก่อนยับยั้งชั่งใจนิด ขากลับเราก็ต้องกลับมาต่อเครื่องที่นี่อยู่ดี ก็ค่อยๆเดินแล้วเล็งไปก่อนก็ได้ 

เมื่อตะกี้กินบนเครื่องไม่อิ่มนะ ขอจัดต่ออีกสักชุดละกัน 
ชุดขนมปังเนยทาสังขยาทานคู่กับไข่ลวกและกาแฟเย็นคือฟินมาก
ใครพาเด็กน้อยมาโซนนี้ระวังเสียตังค์นะ 
ข้าวของที่นี่ลดกันแบบไม่เกรงใจเงินในกระเป๋าเราบ้างเลย 
ลดเยอะขนาดนี้รบกวนช่วยไปจัดรายการที่เมืองไทยด่วน

ชีวิตที่ออกแบบได้ต้องพร้อมติดปีกบินตลอดนะ 
11.30 น. ได้เวลาบินต่อไปบรูไนแล้ว

         จากสนามบิน KLIA เราใช้เวลาเดินทางอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็เดินทางถึงกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันในตอนบ่ายสอง ระหว่างเดินทางมีอาหารกลางวันเสริ์ฟให้อีกมื้อ และอย่าลืมที่จะกรอกใบตรวจคนเข้าเมืองเสียให้เรียบร้อยก่อนจะลงจากเครื่อง พอถึงสนามบินเราก็เจอกับป้ายบอกทาง2ภาษาเลย นั่นคือภาษาอังกฤษกับภาษาอาหรับ ผู้หญิงที่นั่นคลุมหน้าเกือบทั้งหมด ติดกับสนามบินมีมัสยิดสร้างแบบทันสมัยไว้ให้นักเดินทางและเจ้าหน้าที่สนามบินได้ไปประกอบศาสนกิจกันด้วย
โฉมหน้าใบตรวจคนเข้าเมืองของประเทศบรูไน 
อย่าลืมกรอกทุกช่องให้ครบนะครับ 
ทริปบรูไนไปกันแค่สองคนเท่านั้นจ้า
นางพร้อมมาเสริ์ฟอาหารอีกมื้อแล้ว 
สำรับอาหารมื้อนี้ก็ยังคงเป็นข้าวกับแกงสไตล์มาเลย์เหมือนเดิม 
และเราก็มาแตะลงที่สนามบินบันดาร์เสรีเบกาวันแล้ว
มาถึงสนามบินที่นี่คุณผู้หญิงคลุมฮิญาบกันเกือบทุกคน 
ภาษาที่ใช้คือภาษาอาหรับกับภาษาอังกฤษ

        ด้วยความที่ประเทศบรูไนไม่ใช่จุดหมายนักเดินทาง จึงมีเอกสารท่องเที่ยวแจกนักท่องเที่ยวน้อยมาก เราหยิบแผนที่มาได้เล่มเดียวแล้วก็พร้อมลุยออกไปข้างนอกเลย ด้วยรถเมล์ที่เข้าสนามบินนานๆจะมาที เลยขอใช้บริการแท็กซี่ก่อน คนขับเป็นผู้หญิงคลุมฮิญาบท่าทางคล่องแคล่ว พูดจาแนะนำได้ดี นางพาพวกเราไปส่งที่พักที่เราได้จองไว้นั่นคือโรงแรม Le Gallery Suite ที่เราจองไว้ ค่าห้องคืนละ 1450 บาท รวมอาหารเช้าแล้ว ค่าแท็กซี่เดินทางไปโรงแรมประมาณ300บาท 
คุณนายเห็นป้ายต้อนรับ นางพลาดไม่ได้เลยจ้า 
สนามบินไม่ใหญ่แต่มีความทันสมัยมาก 
ขอมาโฉบดูซุ้มร้านขายหนังสือเสียหน่อย 
มัสยิดแบบสมัยใหม่สร้างอยู่ภายในสนามบินข้างอาคารผู้โดยสารเลย

           พอถึงโรงแรมฝนก็ตกพอดีเลยนอนพักเอาแรง อีกทั้งเมื่อเช้าก็ตื่นเช้ามาก พวกเราเลยพากันหลับไม่รู้เรื่องจนมืดค่ำ เลยได้ลงมาหาอาหารเย็นทานแถวโรงแรมเป็นอาหารสไตล์มาเลย์ เสร็จแล้วว่าจะเดินเล่นแถวนั้นแต่ร้านค้าปิดกันเกือบหมดแล้ว เลยต้องกลับไปนอนเอาแรงวางแผนเดินทางท่องเที่ยวพรุ่งนี้แทน
โรงแรมที่เราจะพักกันตลอดสามคืนที่นี่ Le Gallery Suite Hotel
Lobby โรงแรมที่นี่ก็กินขาดแล้ว สวยเริ่ดหรู
ห้องนอนเตียงคู่ในราคาคืนละ 1450 บาท รวมมื้อเช้า 


แล้วเราก็ต้องฝากท้องแถวโรงแรมนั่นแหละจ้า


พรุ่งนี้เราจะมารีวิวสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์ของกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ที่ห้ามพลาดในการไปเยือนครับ อย่าลืมว่าการไปเที่ยวเอง เราสามารถออกแบบทริปได้และเปลี่ยนแปลงได้เสมอครับ













วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

หนาวนี้ที่เลห์ลาดั๊กห์   กล่าวอำลา Julleh ณ เมืองเลห์ แล้วเราจะกลับมาเที่ยวใหม่นะ Say Good-Bye Leh Ladakh.
ถ่ายจากชั้นบนของโรงแรมที่เราพัก 
ต้นหอมแดงที่นี่งามดีจัง


            เช้านี้ร่างกายเราตื่นอัตโนมัติด้วยสมองสั่งการเมื่อคืนว่า “เอ้ย แกต้องไปเก็บภาพใจกลางเมืองเลห์มาฝากทุกๆคนด้วยนะ”  แล้วเราก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ตื่นแต่เช้าพร้อมสะพายเป้ท่องเลห์แต่เช้าเลย แต่สิ่งที่ทำให้เราผิดหวังก็คือ เมืองเลห์ยามเช้ายังคงหลับใหลไม่ตื่นเลย
เป็นเช้าวันใหม่ที่เงียบสงัดจริงๆ 
แม้แต่เจ้าตูบก็ยังไม่ตื่นกันเลย นอนขดตัวกลมเลย 
คนเดินก็พอมีบ้างแต่น้อยมากๆ 
ตู้ไปรษณีย์ประจำเมืองเลห์  
มัสยิดเล็กๆ ประจำเมืองเลห์

        สองเท้าค่อยๆก้าวอย่างช้าสู้กับความหนาวเย็นและความเหนื่อย พอเราอยู่ที่นี่หลายวันเข้าร่างกายจึงเริ่มปรับตัวได้ทำให้ก้าวเดินได้ไวขึ้น สำรวจทั่วเมืองยังแทบไม่เจอผู้คนเลย เจอแต่สุนัขและวัวเต็มไปหมด แถมค่อนข้างเชื่องเสียด้วยสิ เชื่อหรือไม่บางตัวดูแล้วไม่มีเจ้าของแต่เดินตามเราเฉยเลย ก็ดีนะไม่มีผู้คนอย่างน้อยมันเดินตาม ถ้าเกิดอะไรขึ้นมันจะได้ช่วยเห่าไงล่ะ
สามัคคีกันคุ้ยหาเศษขยะกิน โถๆ 
ร้านขายของที่ระลึกยังปิดกันอยู่เลย 
เจ้าตัวนี้คงถูกชะตาเรา พอถ่ายเสร็จก็ลุกขึ้นเดินตามเรามาเลย

                มันเดินตามเรามาเรื่อยๆ จนถึงปากทางถนนใหญ่ นั่นไงเจอผู้คนแล้วมายืนรอรถเต็มไปหมดเลย แต่เมื่อพิจารณาจากชุดที่สวมใส่แล้ว คล้ายกับว่ารอรถเพื่อไปทำงานนอกเมืองมากกว่า บางคนอุปกรณ์พร้อมเลย อ้อ นึกออกละ พวกเขาต้องรอรถมารับเพื่อไปเป็นแรงงานนอกเมืองนั่นเอง
ธงมนต์ขนาดเล็กถูกห้อยเป็นสายโยงระหว่างฟากถนน

คนงานรอรถบรรทุกมารับไปทำงานนอกเมืองแต่เช้าเลย


        พอได้เวลาที่เราจะต้องเดินกลับไปที่พักเพื่อเก็บกระเป๋าและหาอาหารเช้าทาน เราก็เลือกที่จะเดินกลับที่ถนนใหญ่ เพราะมีผู้คนเยอะกว่าและเราก็จะได้เดินชมเมืองไปพร้อมๆกับรถคราที่วิ่งไง เมืองเลห์ถือว่ามีความปลอดภัยสูงกว่ากรุงนิวเดลลี เมืองหลวงของอินเดีย และที่สำคัญเราเที่ยวที่นี่หลายวันยังไม่เจอขอทานหรือคนจร คนไร้บ้านเลย สภาพอากาศที่นี่ค่อนข้างทารุณในฤดูหนาวคนไร้บ้านก็จะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีบ้าน
คุณป้าในชุดพื้นเมืองที่หนาและรัดกุม 
เดินกลับมาทางถนนใหญ่มีคนบ้างแต่ก็ยังเงียบๆ


        มื้อสุดท้ายที่เรากินมื้อเช้า พวกเราได้ไปสั่งลาร้านคุณป้าให้ทำอาหารเช้าแบบสุดฝีมือ มื้อนี้เลยมีทั้งชุดอาหารเช้าแบบอเมริกันและแกงชีส  Paneer Masala อร่อยจริงๆ เสียดายที่เรามาค้นพบว่าร้านนี้อร่อยก็จากเมื่อคืนที่ได้ลองสั่งอาหารหลายอย่าง และก็ค้นพบว่าป้านางทำอาหารได้หลากหลายเชื้อชาติจริงๆ 
เดินผ่านร้านขนมหวานก็อดใจไม่ได้อีกแล้วเรา 
อาหารเช้าแบบอเมริกันจ้า

       เครื่องบินออกจากเมือง Leh ช่วงใกล้เที่ยง เราจะต้องกลับไปเจอกับความวุ่นวายของชีวิตในเมืองหลวงอีกแล้วสินะ ยังนึกอิจฉาคนที่นี่ ที่เวลามันเดินช้ากว่าเรามากๆ ขนาดที่ว่าการก้าวย่างในแต่ละก้าวยังต้องช้ากว่าปกติเลย พอเครื่องร่อนลงจอดที่สนามบินนานาชาติอินทิราคานธี กรุงนิวเดลลี เราก็พบกับปัญหาใหญ่อีกครั้งที่เราต้องลากกระเป๋าไปเข้าเครื่องสแกนใหม่ทั้งหมดและติดป้ายใหม่ บวกกับจำนวนผู้โดยสารก็แออัด ถึงขนาดที่ว่ามีหลายคนกำลังจะตกเครื่อง เพราะต้องรอต่อคิวสแกนกระเป๋าและสแกนร่างกายนี่แหละ
มารอเครื่องบินแบบชิลๆที่สนามบินเลห์ 
แต่ละภาพล้วนมีความหมาย กลับมาก็ยังไม่รู้ว่าความหมายของภาพคืออะไร 

ตั๋ว Air India ออกแบบมาได้น่ารักจัง

                เอาเป็นว่าถ้าใครคิดจะซื้อเที่ยวบินที่ต้องต่อเครื่องที่นิวเดลลี ให้เผื่อเวลาต่อเครื่องไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก็แล้วกัน
กว่าจะขึ้นเครื่องลำใหญ่เที่ยวบินไปกรุงเทพฯได้ ก็แทบจะตกเครื่องแถมยังอดกินมื้ออร่อยที่สนามบินอีก เที่ยวเลห์ลาดั๊กห์เหมือนจะมาเที่ยวง่าย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด ต้องเตรียมตัวและทำการบ้านเยอะเหมือนกัน ใครคิดว่าร่างกายยังดี ใจยังเด็กแนะนำให้มาที่นี่จ้ะ Leh Ladakh สวรรค์บนดิน สวิตเซอร์แลนด์แดนเอเชีย

มาถึงสนามบินอินทิราคานธี นี่วิ่งจ้ำกันเลยจ้า กลัวตกเครื่อง 
สติ๊กเกอร์ฉันรักลาดั๊กห์ได้ใช้งานละ 
แล้วพบกันใหม่ทริปหน้านะคะ Byeeeeee