วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เขมรัฐตุงคบุรี เชียงตุง ตอนที่ 9 ลาแล้วเมืองเชียงตุง

          เราลุกออกจาที่นอนยากกว่าเมื่อวานนี่ขนาดตั้งปลุกแล้ว โลกยังคงหมุนติ้วอยู่ ผลจากการดื่มเยอะเมื่อคืน เราตื่นเช้าเพื่อไปกาดเจ้าเชียงตุง (ตลาดเช้า) เหมือนเดิม เพียงแต่วันนี้ทุกคนตั้งใจจะไปทานโรตีที่ตลาดแทน หลังจากที่เมื่อวานติดอกติดใจโรตีจิ้มถั่ว เราสั่งโรตีทั้งแบบแผ่นบางและแผ่นหนาจิ้มทั้งนมข้นหวานและจิ้มถั่ว โดยไม่ลืมที่จะสั่งซาโมซ่ามาด้วย
 สถานีดับเพลิงประจำเมืองเชียงตุง อยู่ตรงข้ามกับตลาด
 วิถีชีวิตชาวบ้านเดินตลาดยามเช้า
 สาวพม่าผมยาวกรอมเท้า ผมยังหนามากแสดงว่าสุขภาพผมดีมากๆ
 การสนทนาระหว่างแม่ค้าดอกไม้และคนรู้จักกัน
จักรยานของผู้มาจ่ายตลาดจอดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เราดินชมตลาดสักพักก็ได้เวลาที่จะกลับที่พักเพื่อไปเตรียมตัวออกจากที่พัก เราจ่ายค่าที่พัก2ห้อง 2คืน เบ็ดเสร็จ 2800 บาท แล้วเราต้องจ่ายค่าเหมารถท่องเที่ยวทั้งวันรวมถึงเช้านี้ด้วยอีก3500บาท นี่คือการต่อราคาแล้วจากเดิมที่เค้าจะเรียกจากเรา 4000บาท เราทำธุระส่วนตัวเก็บข้าวของเสร็จ รถสามล้อก็มาส่งเราที่สถานีท่ารถ เราต้องขึ้นรถอีกแห่งซึ่งเป็นคนละที่กับขามา เราจ่ายค่าตั๋วรถอีกคนละ350บาท รถออกประมาณ10โมงเช้า เรายังมีเวลาเหลือที่จะไปเดินเล่นแถวท่ารถได้อีก เพื่อนเราใส่บาตรกับเณรน้อย พระสงฆ์ที่นี่สามารถรับเงินสดจากผู้มาทำบุญได้เลยโดยไม่ต้องใส่ซอง และดูเหมือนท่านจะชอบให้ใส่เงินในบาตรมากกว่าใส่อาหารเสียอีก  และแล้วเราก็ลาจากไกด์แสนมุ้ง เค้ามีความจำเป็นที่จะต้องกลับบ้าน เค้าเลยส่งเพื่อนเค้าคนหนึ่งมาเป็นไกด์ควบคุมพวกเราแทน เรารวบรวมเงินจำนวนหนึ่งใส่ซองทิปให้ไกด์ไปตามธรรมเนียมแล้วร่ำลากันตรงนั้น
 ตลาดยามเช้าหน้าวัดบริเวณขนส่ง
 บริเวณหน้าประตูวัด
ถวายปัจจัยแด่เณรน้อยทั้งสองกำลังยืนให้พรเป็นบทสวดแบบพม่า

สถานีขนส่งสร้างอย่างเรียบง่ายมีผู้คนมารอรถเป็นจำนวนมาก คันหนึ่งไปเมืองยอง คันหนึ่งไปเมืองลา อีกคันกลับไปท่าขี้เหล็ก วันนี้เราจะกลับไป Thachiliek คนไทยอ่านท่าขี้เหล็ก คนพม่าอ่านออกเสียง ทาชีลี้ก แสดงว่าเราอ่านออกเสียงตามความสะดวกของเรา รถที่เราโดยสารเต็มเอี้ยดจนต้องมีเก้าอี้เสริม (เก้าอี้พลาสติกวางแถวกลาง ) ขากลับรถจะต้องผ่านเมืองพยาก (เมืองแพรก) จุดที่รถจอดให้คนแวะทานข้าวตอนเที่ยวมาเชียงตุงนั่นแหละ  รถออกตรงเวลาล้อหมุน ใจหายจังเราจะต้องจากเมืองที่กาลเวลาหยุดนิ่งทั้งที่โลกหมุนผ่านไปนานแค่ไหน
 ถ่ายรูปด้านหน้าสถานีขนส่งเป็นที่ระลึกซักภาพ
            รถคันนี้แหละที่จะพาเราไปส่งยังเมืองท่าขี้เหล็ก

             ไม่เป็นไร หากเรามีความตั้งใจที่จะมาคงมาเยี่ยมพี่น้องชาวไทยพลัดถิ่นได้อีกน่า บนรถเปิดหนังองค์บากให้ได้ทัศนา พวกเราส่วนใหญ่หลับไม่ได้สนใจสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า รถไปถึงเมืองพยากประมาณเที่ยงๆ เราแวะกินก๋วยเตี๋ยวพม่าเหมือนเดิม แต่คราวนี้ใส่ข้าวแรมฟืนตัดลงไปด้วย ชามละ15บาทเท่านั้น ทานพออิ่ม เพื่อนเราอีกสองคนขอลาไปกินข้าวแกงเพราะเห็นว่ามันอยู่ท้องมากกว่าแล้วก็กลับมาบ่นว่าไม่อร่อย แล้วเราก็ซื้ออ้อยไปทานบนรถเหมือนเดิม รถมาถึงเขตเมืองท่าขี้เหล็กประมาณบ่ายสอง เราเปิดมือถือก็พบว่ามันมีสัญญาณพอดี การจะมีโทรศัพท์มือถือสักเครื่องจดทะเบียนเบอร์ในพม่าเป็นเรื่องยากเย็นมาก ค่าจดทะเบียนและบริการแพงกว่าค่าเครื่องอีก ยกเว้นเมืองท่าขี้เหล็กที่มีการใช้เครื่องจากเมืองไทยและใช้สัญญาณจากเมืองไทยได้เมืองเดียว ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนได้ติดต่อสื่อสารกัน อันจะเป็นภัยต่อระบอบเผด็จการทหารกระมัง (คิดเอาเองนะ)
 สตรอเบอรี่สดและแอปเปิ้ลสดมีจำหน่ายในเมืองพยาก ในราคาตะกร้าละ 30บาท
 บรรยากาศเมืองพยากตอนใกล้เที่ยง แต่อากาศก็ยังเย็นเยือกอยู่
             ฝรั่งเดินไปมาหน้าตาเฉยในอากาศเช่นนี้

                  รถไปถึงสถานีขนส่งท่าขี้เหล็กตอนบ่ายสองกว่า เราจองรถขากลับจากแม่สายเข้ากรุงเทพฯ ตอน5โมงเย็น เรามีเวลาที่จะเดินซื้อของที่ตลาดท่าขี้เหล็กได้อีก ขากลับพวกเรานั่งรถสองแถวไปลงที่ตลาดตกคนละ30บาทเอง ระหว่างทางเราได้ยินเสียงเปิดหวูดดังลั่นพร้อมกับเสียงโข่งดังแบบที่เราฟังไม่ออก รถทุกคันที่วิ่งอยู่รีบชิดขอบถนนทันที คนที่โดยสารมาด้วยบอกว่า นายทหารระดับชั้นผู้ใหญ่ผ่านมา อ้อวีไอพีเป็นแบบนี้นี่เองถ้าเป็นนายพลอาวุโสสูงสุดนี่คงต้องปิดถนนกันเลยแน่นอน เราลงรถที่ตลาดเพื่อนของเรามุ่งตรงไปที่ร้านขายดีวีดีเลือกซื้อซีรี่ส์ยาวไปดูที่บ้าน อีกคนไปเหมากระเป๋าก็อปปี้แบรนด์ดังเพื่อนำไปขายในกรุงเทพฯ  เราเดินดูของที่นี่บ่อยเพราะต้องมาทำงานแถวนี้เลยรู้สึกเฉยๆกับข้าวของพวกนี้ จนได้เวลาเย็นเราก็ได้เวลาเดินกลับไปฝั่งไทย เราต้องไปรายงานตัวที่ห้อง ตม. เพื่อขอเอกสารหนังสือเดินทางคืนจากห้องนั้น จากนั้นเค้าก็เก็บหนังสือผ่านแดนชั่วคราวคืน ไม่ได้ให้เรานำกลับไปเป็นที่ระลึก  แล้วเราก็เดินกลับข้ามมาตอนห้าโมงเย็นได้เวลาขึ้นรถกลับพอดี  การเดินทางครั้งนี้ได้ประสบการณ์ต่างๆมากมายเกี่ยวกับการเดินทางไปในประเทศที่ปิด ว่าแท้จริงแล้วประเทศเหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากไม่ได้สรุปความข้างเดียวจากที่เขาลือกันมา ดินแดนเชียงตุงพม่าก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับชาวแบกเป้ว่ามันคุ้มค่าควรที่จะมาเยือนสักครั้งในชีวิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น